การเลี้ยงนกแก้ว (Parrot) แบบละเอียด เพื่อสร้างรายได้

การเลี้ยงนกแก้ว (Parrot) แบบละเอียด พร้อมขั้นตอนการเลี้ยงลูกนกแก้วไว้สำหรับขาย เป็นการสร้างรายได้อีกหนึ่งช่องทางที่กำลังมาแรง เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงนกแก้ว

นกแก้วเป็นนกสวยงามที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดในบรรดานกสวยงามทั้งหลาย เนื่องจาก ขนลำตัวมีสีสันสวยงาม สีขนฉูดฉาด มีหลายสี อีกทั้ง เป็นนกที่เลี้ยงง่าย และมีอายุยืนยาว รวมถึงบางชนิดส่งเสียงร้องเป็นเพลง และมีความเฉลียวฉลาดอย่างมาก

การเลี้ยงนกแก้ว

การเลี้ยงนกแก้ว (Parrot) สร้างรายได้

การเลี้ยงนกแก้วในประเทศไทยมีทั้งพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งนิยมมาก ส่วนพันธุ์นกแก้วไทยทั้ง 4 ชนิด ที่พบเลี้ยงมากมี 3 ชนิด คือ นกแก้วโม่ง นกแก้วหัวแพร และนกแขกเต้า ส่วนการเลี้ยงนกแก้วสามารถเลี้ยงได้โดยการเตรียมขั้นตอนการเลี้ยงดังนี้

อุปกรณ์การเลี้ยงนกแก้ว

กรงเลี้ยงนกแก้ว

กรงเลี้ยงนกแก้วโม่งพบว่ามีลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกัน คือ ผนังกรงใช้ตะแกรงเหล็กถักเนื่องจากจะงอยปากของนกแก้วโม่งมีขนาดใหญ่ มีความแข็งแรงมาก และนกแก้วโม่งยังมีนิสัยชอบกัดแทะสิ่งต่างๆ และอาจจะทำให้กรงพังได้ถ้าใช้ตะแกรงขนาดเล็กทำกรง

นกแก้วโม่งจะสามารถแทะตะแกรงจนเป็นช่องหนีไปได้ โดยตะแกรงควรมีขนาดช่อง 1 ¼ นิ้ว หรือเล็กกว่า ควรมีส่วนของกรงที่ไม่ได้มุงหลังคาเพื่อให้นกแก้วโม่งได้รับแสงแดด และน้ำฝน ขนาดกรงที่ใช้ควรมีขนาดกว้างตั้งแต่ 2 เมตร ยาวตั้งแต่ 4 เมตร สูงตั้งแต่ 2 เมตร

เคล็ด ลับ การ เลี้ยง นก แก้ว

รังเทียมนกแก้ว

รังเทียมที่ใช้จะทำมาแผ่นไม้ ตีประกบเป็นกล่องสี่เหลี่ยม กว้าง 42 เซนติเมตรยาว 45 เซนติเมตร และสูง 100 เซนติเมตร หนาประมาณ 1.5 นิ้ว เจาะช่องวงกลมเป็นทางเข้าออก ขนาดประมาณ 10-12 เซนติเมตร และให้ด้านใดด้านหนึ่งของกล่องสามารถเปิดออกเพื่อตรวจดูในรังกล่องได้

นอกจากนี้ ยังทำรังเทียมได้จากลำต้นไม้ต้นที่ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 50-80 เซนติเมตร แล้วคว้านตรงกลางท่อนไม้ให้เป็นโพรง ขนาดโพรงประมาณ 25-30 เซนติเมตร หลังจากนั้น ใช้ไม้ปิดทับรูโพรงด้านที่เจาะ ซึ่งต้องสามารถเปิดออกได้ง่าย หลังจากนั้น เจาะช่องเข้าออกตรงกลางด้านข้างให้เป็นวงกลมขนาดประมาณ 10-12 เซนติเมตร

การให้อาหารนกแก้ว

อาหารนกแก้ว

อาหารของนกแก้วโม่งประจำวัน ควรเป็นประเภทผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล กล้วยน้ำว้า มะม่วงสุก และฝรั่ง เป็นต้น พร้อมกับเสริมด้วยประเภทเมล็ดธัญพืช เช่น เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพดสด ข้าวเปลือก หรือเมล็ดธัญพืชอื่นๆ และควรเสริมด้วยเกลือแร่ และวิตามิน

โดยการนำมาคลุกกับผลไม้หรือเติมในน้ำดื่ม ทั้งนี้ อาหารที่เป็นผลไม้ที่เป็นน้ำมาก และมีความเหนียว เช่น กล้วย มะม่วง ควรนำออกเป็นระยะ ไม่ควรปล่อยทิ้งในกรงนานกว่า 2-3 วัน เพราะจะทำให้เกิดการเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น เป็นที่ชุกชุมของแมลงวันได้ และอาจจะทำให้นกท้องเสียและทำให้นกป่วยได้

ส่วนในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ควรเน้นให้อาหารที่เป็นเมล็ดธัญพืช ให้สัปดาห์ละครั้ง และเสริมด้วยผัก ผลไม้ทุกวัน อาหารที่ให้ควรมีทั้งเมล็ดธัญพืช และผลไม้ ทั้งนี้ นกแก้วชอบกินผลทับทิมมากเป็นพิเศษ ส่วนผลไม้ที่ไม่ควรให้นกแก้ว ได้แก่ อะโวคาโด เพราะจะทำให้นกแก้วท้องเสีย

อาหาร ต้อง ห้าม นก แก้ว

อุปนิสัยนกแก้ว

ตามธรรมชาติ นกแก้วโม่งมักอยู่เป็นฝูงหรือกลุ่มเล็กๆ นกแก้วโม่งอาศัยอยู่ในป่าผลัดใบ พื้นที่เกษตรกรรม สวนหย่อม สวนสาธารณะ สวนมะพร้าว และพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่รอบเมืองและหมู่บ้าน พบนกแก้วโม่งในบริเวณคลองชลประทานเก่าในเขตทะเลทรายซึ่งไม้ยืนต้นและพืชขึ้น นกแก้วโม่งพบได้ทั่วไปในเขตเมืองบางแห่ง อาจพบฝูงขนาดใหญ่หลายร้อยตัวถึงหลายพันตัวเกาะนอนรวมกันบนต้นไม้

ช่วงนอกฤดูสืบพันธุ์นกแก้วโม่งทั้งหมดในพื้นที่จะมาเกาะนอนรวมกันในบริเวณเดียวกันเมื่อถึงเวลาเช้านกแก้วโม่งเกือบทั้งหมดจะส่งเสียงแหลมประสานกัน ก่อนจะบินออกไปหากินซึ่งบางครั้งอาจไกลออกไปหลายไมล์ ขณะบินนกแก้วโม่งจะบินเป็นกลุ่มชิดกันและบินค่อนข้างสูงมาก รูปร่างที่เพรียวยาวและหางที่เรียวยาวทำให้รูปร่างของมันดูเพรียวยาวเมื่อบินอยู่บนท้องฟ้ากระพือปีกเป็นจังหวะเร็ว บินเป็นเส้นตรง

วิธีเลี้ยงนกแก้วให้เชื่อง

การสืบพันธุ์นกแก้ว

ฤดูสืบพันธุ์ของนกแก้วโม่งอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เมษายน ทำรังในโพรงของต้นไม้ น้อยครั้งที่จะพบว่าทำรังในรอยแยกของปล่องไฟหรือกำแพงหรือใต้หลังคา มักขุดโพรงเอง โดยเป็นต้นปาล์มหรือต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีเนื้ออ่อน เช่น งิ้วป่า โดยนกเพศเมียมีพฤติกรรมการจิกใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง และเปลือกไม้แห้งไปใส่ไว้ในรัง

บางครั้งพบว่ามีนกหลายคู่ขุดโพรงทำรังอยู่บนต้นไม้เดียวกัน นอกจากนี้ยังใช้โพรงเก่าของนกโพระดก และนกหัวขวานด้วย โดยนกแก้วโม่งมักขยายขนาดโพรงให้ใหญ่ขึ้นนกแก้วโม่งวางไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง บนชั้นของผงไม้ผุ ไข่มีรูปร่างกลมรี ท้ายป้านเล็กน้อย เปลือกไข่มีสีขาว และเป็นมันเล็กน้อย ความยาว 3.0-3.6 เซนติเมตร ความกว้าง 2.40-2.80 เซนติเมตร ใช้เวลาในการฟักไข่ระหว่าง 21-28 วัน

ลักษณะ นกแก้ว

โดยการฟักอาจเริ่มฟักตั้งแต่วางไข่ฟองแรกหรือหลังจากวางไข่ฟองสุดท้ายแล้ว ทั้งนี้ นกเพศเมียเท่านั้นที่ทำหน้าที่ฟักไข่ ลูกนกบินออกจากรังเมื่ออายุประมาณ 5-7 สัปดาห์ แต่พ่อแม่นกจะเลี้ยงดูไปอีกประมาณ 30 วันลูกนกจะมีขนเหมือนนกที่โตเต็มวัย และเข้าสู่วัยเจริญพันธ์เมื่อมีอายุประมาณ 2-3 ปี ทั้งนี้ อายุขัยของนกแก้วโม่งอยู่ระหว่าง 7-12 ปี ถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 3 ปี

อาหารนกแก้วโม่ง

การตลาด

เมื่อนกแก้วที่เราเลี้ยงเจริญเติบโตได้เต็มที่เราสามารถนำมาขายได้ โดยการขายจะขายตามความสวยงาม และสุขภาพของนก และนกของเราจะต้องมีใบอนุญาต ส่วนราคาของนกที่เราจะขายก็ขึ้นอยู่กับราคาของท้องตลาด และความพึงพอใจในการขายของผู้เพาะเลี้ยง ทำให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการเลี้ยงนกแก้วสามารถชื้อขายนกแก้วได้แบบสบายใจ เพราะไม่ว่าอย่างไรเราจะไม่มีวันขาดทุนจากการเลี้ยงนกแก้วขายอย่างแน่นอน