การปลูกมะม่วงหิมพานต์ (Cashew Nut) ประโยชน์ และสรรพคุณ

การปลูกมะม่วงหิมพานต์ (Cashew Nut) แบบละเอียด พร้อมขั้นตอนการปลูกที่ถูกต้อง มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกเพื่อนำเมล็ดมารับประทาน และส่งออก สร้างรายได้ได้ดีสำหรับผู้ปลูก และยังเป็นที่ต้องการอย่างมากของท้องตลาด

รวมถึงนำมันจากเปลือกเมล็ดที่นิยมใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมหลายด้าน อาทิ น้ำมันขัดเงา กาว สีทาบ้าน หมึกพิมพ์ และอื่นๆ รวมถึงส่วนต่างๆของมะม่วงหิมพานต์นิยมใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร และทางการแพทย์หลายอย่าง จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับท้องตลาด

การปลูกมะม่วงหิมพานต์

การปลูกมะม่วงหิมพานต์ (Cashew Nut) แบบละเอียด

  1. การเพาะเมล็ด

พันธุ์ที่ใช้ปลูกจะต้องได้เมล็ดจากต้นแม่ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อการคัดเลือกพันธุ์ และยังมีลักษณะอื่นๆ ได้แก่

  • ทรงพุ่มหนา
  • ลำต้นแข็งแรง
  • แตกกิ่งมาก
  • ออกดอก และติดผลดก มากกว่า 30 ผล/ช่อ
  • ผลเทียมมีขนาดเล็ก แต่ผลแท้หรือเมล็ดมีขนาดใหญ่
  • ร้อยละเมล็ดเสียน้อย
  • เปลือกเมล็ดบาง เปลือกมีน้ำมันน้อย
  • ให้ร้อยละเมล็ดหลังการกะเทาะเปลือกมาก มากกว่าร้อยละ 25

การปลูกมะม่วงหิมพานต์ pdf

ลักษณะเมล็ดที่นำมาเพาะ จะต้องอวบใหญ่ ไม่มีรอยกัดแทะของแมลง เมล็ดไม่ลีบ เปลือกเมล็ดเป็นมันวาว และที่สำคัญ เมล็ดจะต้องไม่เก็บมาแล้วนานเกิน 1 ปี ทั้งนี้ เพื่อความแน่ใจต้องตรวจสอบด้วยสายตาก่อน ร่วมกับการแช่น้ำคัดแยกออก โดยเมล็ดที่ลอยหรือกึ่งจมกึ่งลอยให้คัดแยกออก

วัสดุเพาะควรใช้ดินร่วนผสมกับแกลบดำ ร่วมกับปุ๋ยคอก อัตราส่วนดิน : แกลบดำ : ปุ๋ยคอก ที่ 2 : 1 : 1 นำมาคลุกผสมให้เขากัน ส่วนถุงเพาะชำให้ใช้ขนาด 5×8 นิ้ว

 การปลูกมะม่วงหิมพานต์ ราคา

หรือ ใช้วิธีปลูกลงหลุมเลย แต่ไม่แนะนำ เพราะอาจทำให้เสียเวลา เสียเงินทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการปลูกในแปลงขนาดใหญ่ เนื่องจากอัตราการงอก และการรอดจะน้อยกว่าการเพาะในถุงก่อนนำลงปลูก

แต่หากปลูกเพียงไม่กี่ต้น ทำได้โดยคลุกปุ๋ยคอกหรือวัสดุอินทรีย์กับดินในตำแหน่งที่จะปลูก ก่อนกดเมล็ดด้านเว้าลงดิน และให้เมล็ดเอียงประมาณ 45 องศา

หลังจากเพาะกล้าในถุงจนได้อายุประมาณ 4 เดือน แล้ว ก็พร้อมที่จะนำกล้าพันธุ์ลงปลูกในแปลง แต่ไม่ควรเพาะกล้านานเกิน 4 เดือน และควรย้ายกล้าลงปลูกในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ดังนั้น จะต้องเพาะเมล็ดในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์

การปลูกมะม่วงหิมพานต์เก็บยอด

  1. การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

การขยายพันธุ์แบบนี้ ที่นำมาใช้ได้ ได้แก่

  • การตอน
  • การติดตา
  • การเสียบข้าง
  • การเสียบยอด

การขยายพันธุ์ด้วยวิธีเหล่านี้ มีข้อดี คือ ได้ลำต้นที่มีลักษณะเหมือนต้นพ่อแม่พันธุ์เดิม ไม่มีการกลายพันธุ์ แต่มีข้อเสีย คือ ลำต้นเตี้ย ลำต้นแตกกิ่งน้อย

ปลูกมะม่วงหิมพานต์ pantip

ทั้งนี้ นิยมใช้ขยายพันธุ์ในกรณีที่ต้องการลักษณะพันธุ์ให้คงไว้ และใช้เป็นต้นพ่อแม่พันธุ์สำหรับการเพาะเมล็ดพันธุ์ และวิธีที่นิยมที่สุดคือ การเสียบข้าง และการเสียบยอด ซึ่งจะขอกล่าวถึงการเสียบข้าง ตามขั้นตอน ดังนี้

  1. เพาะเมล็ดเพื่อให้ได้ต้นตอ ขนาดใหญ่กว่าแท่งปากกา ปาดเปลือกลำต้นเป็นรูป ก หรือ ตัว U หัวกลับ
  2. เลือกยอดพันธุ์ที่ต้องการ พร้อมตัดใบ และก้านออกให้หมด
  3. ใช้มีดปาดโคนยอดทั้ง 2 ด้าน ซ้าย-ขวา เป็นรูปสามเหลี่ยมที่ให้ได้ขนาดพอเหมาะกับรอยกรีดบนต้นตอ ซึ่งจะต้องปาดให้เรียบ และสม่ำเสมอ
  4. ง้างเปลือกให้อ้าออก จากนั้น นำโคนหยอดบริเวณที่ปาดเสียบเข้ารอยกรีดบนต้นตอให้ปิดรอยปาดได้พอเหมาะกัน
  5. ใช้นิ้วกดเปลือกต้นตอให้แนบสนิทกับยอดที่เสียบ พร้อมใช้แผ่นพลาสติกพันรอบให้แน่น
  6. หลังจากเสียบยอด 20-30 วัน หากกิ่งเสียบยังปลายกิ่งหรือลำกิ่งเขียวอยู่ ให้เปิดแผ่นพลาสติกออก พร้อมตัดปลายต้นตอออกครึ่งหนึ่ง
  7. เมื่อกิ่งเสียบแตกยอดใหม่แล้ว 5-10 ใบ จึงตัดลำต้นที่เหลือของต้นตอทิ้ง โดยให้ตัดใกล้กับรอยเสียบให้มากที่สุด

พันธุ์มะม่วงหิมพานต์

การเตรียมแปลง และหลุมปลูก

ไถพรวนแปลง พร้อมกำจัดวัชพืชออกให้หมด จากนั้น ขุดหลุมปลูกกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 40-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม และแถว 6-8 เมตร

ซึ่งจะปลูกได้ประมาณ 30-45 ต้น จากนั้น ตากหลุมทิ้งไว้นาน 5-7 วัน เมื่อตากหลุมจนแห้งแล้วให้นำปุ๋ยคอกโรยก้นหลุม ประมาณ 1 ถังเล็ก/หลุม ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ/หลุม ทั้งนี้ การเตรียมแปลง และขุดหลุม ควรทำในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพื่อที่จะปลูกในต้นฤดูได้

ผลมะม่วงหิมพานต์

ขั้นตอนการปลูก

กรีดถุงเพาะชำ และนำถุงออก ก่อนนำต้นพันธุ์วางลงหลุม พร้อมเกลี่ยหน้าดินลงกลบให้แน่น ทั้งนี้ ให้วางต้นพันธุ์ตั้งตรงขณะเกลี่ยดินกลบ หลังจากนั้น นำหลักไม้ไผ่เสียบไว้ด้านข้างลำต้นให้แน่น พร้อมรัดด้วยเชือกฟางหลวมๆบริเวณกลางต้นเข้ากับลำไม้ไผ่

ทั้งนี้ ในระยะ 1-2 ปีแรก ที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ยังไม่สูงหรือขยายพุ่มใหญ่นัก แนะนำให้ปลูกพืชอย่างอื่นแซมเพื่อสร้างรายได้ อาทิ แตงโม มันขี้หนู ข้าวฟ่าง ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังเป็นการควบคุมวัชพืชอื่นไม่ให้เติบโตได้ด้วย

ประวัติ มะม่วงหิมพานต์

การดูแลรักษา

  1. การใส่ปุ๋ย

  • หลังการปลูก 6 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยคอกรอบโคนต้น อัตรา 3-5 กำมือ/หลุม และใส่อีกครั้งหลังการปลูก 12 เดือนหรือ 1 ปี ทั้งนี้ ควรใส่ในช่วงต้นฤดูฝน และปลายฤดูฝน
  • อายุมะม่วงหิมพานต์ยัง 1-2 ปี ให้ใส่ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยคอกรอบโคนต้นทั้ง 2 ครั้ง ในอัตราปุ๋ยคอกเท่าเดิมหรือมากกว่า และปุ๋ยเคมีในอัตรา 1 กำมือ/ต้น โดยใช้ปุ๋ยสูตร12-24-12 ทั้งนี้ ควรใส่ปุ๋ยเคมีให้ห่างจากโคนต้นประมาณ 20-30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันความเค็มของปุ๋ยที่อาจทำให้รากเสียหายได้
  • อายุมะม่วงหิมพานต์ยัง 3-6 ปี ให้ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นในทุกๆ 3 ครั้ง/ปี ในอัตราที่เพิ่มขึ้น 2-4 เท่าตัว แต่เปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็นสูตร 15-15-15
  • อายุมะม่วงหิมพานต์ยัง 6-7 ปี ขึ้นไป ให้ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง/ปี และเพิ่มปริมาณปุ๋ยเป็น 5-8 เท่า ของปีที่ 1-2 และเปลี่ยนปุ๋ยเคมีเป็นสูตร 13-13-21

ไร่มะม่วงหิมพานต์

  1. การให้น้ำ

มะม่วงหิมพานต์หลังจากการปลูกในช่วง 1 ปี แรก หากถึงช่วงฤดูแล้งที่ดินแห้งมาก ควรให้น้ำเป็นครั้งคราวเพื่อให้ต้นรอดได้ แต่หลังจาก 1 ปีไปแล้ว ต้นมะม่วงหิมพานต์จะสามารถทนแล้งได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องให้น้ำก็ได้

  1. การกำจัดวัชพืช

ในช่วง 1 ปีแรก หลังการปลูก ให้กำจัดวัชพืชอย่างน้อย 3 เดือน/ครั้ง ด้วยการใช้รถไถพรวนกลบวัชพืชหรือใช้จอบถากกำจัดวัชพืชบริเวณรอบลำต้น หรือใช้ทั้ง 2 วิธีร่วมกันก็ยิ่งได้ผลดี

เมื่ออายุมะม่วงหิมพานต์เข้าในปีที่ 2 แล้ว จะไม่ค่อยเป็นห่วงนัก เพราะลำต้นสามารถตั้งตัวได้ดี ทนแล้งได้ดี และมีอัตราการเติบโตที่เร็วขึ้น

Cashew Nut

4. การตัดแต่งกิ่ง

การตัดแต่งกิ่งจะเริ่มทำหลังจากต้นมีอายุแล้วประมาณ 2 ปี หรือหากต้นเติบโตเร็วก็อาจตัดแต่งกิ่งในช่วงปลายปีที่ 1 ทั้งนี้ การตัดแต่งกิ่ง ควรตัดกิ่งด้านล่างที่ยาวออกก่อน และให้ตัดกิ่งขนาดเล็กออก โดยเฉพาะกิ่งขนาดเล็กที่อยู่ชิดกับกิ่งขนาดใหญ่ รวมถึงกิ่งที่ติดโรคหรือกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ออกให้หมด

การเก็บผลผลิต และการเก็บรักษา

วิธีเก็บเกี่ยว

มะม่วงหิมพานต์จะเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่อมีอายุ 3-4 ปี ซึ่งจะเริ่มติดดอกในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ และจะเก็บเมล็ดได้หลังจากนั้นประมาณ 2-2.5 เดือน คือในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เรื่อยไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

ปลูกมะม่วงหิมพานต์ในกระถาง

ทั้งนี้ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์จะเก็บได้มากในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และควรเก็บเมล็ดจากผลที่ร่วงลงพื้น ไม่ควรเด็ดเก็บเมล็ดออกจากผลที่ยังห้อยบนต้น เพราะเมล็ดที่ยังห้อยอยู่กับผลมักจะเป็นเมล็ดอ่อนที่ยังไม่แห้ง หลังเก็บมาแล้วจะขึ้นรา และเมล็ดเหี่ยวลีบได้ง่าย

การเก็บรักษา

เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เก็บมาแล้ว ให้นำมาตากแดดนาน 2-3 วัน หรือนานกว่าหากแดดรำไร ทั้งนี้ เมล็ดที่แห้งดีแล้วจะมีความชื้นไม่เกิน 10% หลังจากนั้น เก็บบรรจุใส่ถุงรอการจำหน่ายหรือกะเทาะเมล็ดต่อไป