การเลี้ยงไก่ไข่ รายได้ดี พร้อมสูตรอาหารลดต้นทุนการเลี้ยงแบบประหยัด

การเลี้ยงไก่ไข่ ไข่ไก่ที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนั้น เป็นผลผลิตที่ได้จากการเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งไก่ไข่นั้นก็จะมีจำนวนออกมามากนั้นก็ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของไก่ ซึ่งหากคุณนั้นเลือกอาชีพที่จะทำฟาร์มไก่ไข่ ซึ่งคุณจะต้องมีการเลือกพันธุ์ไก่ไข่ที่ให้ผลได้ดีที่สุด และจะต้องเป็นพันธุ์ไก่ที่เหมาะที่จะเลี้ยงตามสภาพอากาศในพื้นที่ของเรา เพื่อให้ผลผลิตจากไก่ไข่ได้มากที่สุดนั่นเอง

ที่มาของไก่พันธุ์ไข่ ก่อนจะมี การเลี้ยงไก่ไข่

ในประเทศไทยในอดีตนั้น ได้มีการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ด้วย ซึ่งจะมีการเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่นี้เพียงจำนวนเล็กๆ น้อยๆ ไว้ที่บริเวณบ้าน ซึ่งในอดีตนั้น ภายในประเทศนั้น แต่ละบ้านนั้นจะเลี้ยงไก่เอาไว้กินเนื้อ และเมื่อไก่ออกไข่ ก็จะเก็บไข่มาไว้รับประทาน คือ การเลี้ยงไก่นี้ จะมีการเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติ ซึ่งให้ไก่นั้นเลือกกินอาหารได้อย่างอิสระ กินที่บริเวณใกล้บ้าน และนอนใต้ถุนบ้าน ซึ่งไก่ที่นิยมเลี้ยงกันในบ้านนั้นเป็นไก่พันธุ์พื้นเมือง เช่น ไก่อู ไก่ตะเภา และไก่แจ้ เป็นต้น

ซึ่งในปี พ.ศ.2567 หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษดากร ได้มีการนำไก่พันธุ์เล็กฮอร์นมาเลี้ยงในรูปแบบที่ทันสมัย และเลี้ยงเพื่อเป็นการค้าเป็นครั้งแรก แต่การเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ในช่วงนี้มีการพัฒนาไปในทางที่ดีไม่ได้เท่าที่ควร เนื่องจากในอดีตนั้น ในสมัยที่ได้นำเอาเข้ามาเลี้ยงนั้น ยังไม่มีวัคซีน และยาเพื่อเอาไว้ป้องกันโรคของไก่ได้ดีเท่าสมัยนี้ ทำให้ไก่นั้นเป็นโรคตายไปเสียส่วนใหญ่นั่นเอง

วิธีเลี้ยงไก่ไข่แบบประหยัด

และในปี พ.ศ.2492 ได้มีการสั่งไก่พันธุ์โร๊ดไอส์แลนด์แดง มาจากทางประเทศสหรัฐอเมริกา และไก่พันธุ์ออสตราล็อป มาจากประเทศออสเตรเลีย เพื่อเข้ามาทำการทดลองเลี้ยงภายในประเทศ และยังมีการส่งเสริมให้กับประชาชนภายในประเทศนั้นได้มีการเลี้ยงไก่พันธุ์นี้มาเลี้ยงเป็นอาชีพ รวมทั้งไก่พันธุ์อื่นๆ ได้ลองเลี้ยงอีกด้วย ก็จะมีไก่พันธุ์ต่างๆ เช่น พันธุ์นิวแฮมเชียร์ พันธุ์บาร์พลีมัทร็อค เป็นต้น

ซึ่งในปี พ.ศ.2489 ได้มีการริเริ่มในการตื่นตัวที่จะเลี้ยงไก่กันอย่างจริงจังมากขึ้น เนื่องจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น และจอมพลผิน ชุณหวัณ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและประธานกรรมการการส่งเสริมปศุสัตว์แห่งชาติ ในสมัยนั้น ได้ให้การสนับสนุน ช่วยในเรื่องการส่งเสริมการเลี้ยงไก่อย่างมาก ทำให้การเลี้ยงไก่นั้นเป็นไปในแนวทางที่มีการพัฒนามากยิ่งขึ้นนั่นเอง

นี่คือที่มาของไก่พันธุ์ต่างๆ ที่ได้มีการเข้ามา และถูกนำมาเลี้ยงภายในประเทศ จนทำให้ไก่พันธุ์ไก่ต่างๆ นั้น เริ่มมีการพัฒนาการเลี้ยงไก่มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาวัคซีน และการป้องกันโรคต่างๆ ที่จะตามมา และยังมีการพัฒนาตลาดการส่งออกไข่ไก่ และการค้าขายไข่ไก่ทั้งภายใน และต่างประเทศอีกด้วย ทำให้หลายคนนั้นมีการทำฟาร์มไก่ส่งออกมากมาย และยังมีผู้ประกอบการบริษัทใหญ่รับไข่ไก่ที่ได้คุณภาพไปขายเป็นแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งไข่ไก่แบรนด์นี้มีมากมายทำให้เจ้าของฟาร์มไก่นั้น สามารถส่งไข่ไก่ขายได้ตลอดอีกด้วย

วิธีเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย

พันธุ์ของไก่ไข่

ไก่พันธุ์แท้

ไก่พันธุ์แท้ คือ เป็นไก่ที่ได้รับการคัดเลือกสายพันธุ์ และได้มีการผสมพันธุ์มาอย่างดี จนทำให้ลูกหลานในรุ่นต่อๆ ไป ให้มีลักษณะรูปร่างที่ดี ทั้งสี และขนาด และในส่วนอื่นๆ ที่ดีติดตามมา เหมือนกับต้นกำเนิดของไก่พันธุ์แท้นั่นเอง

1. ไก่พันธุ์โร๊ดไอส์แลนด์แดง หรือที่มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า ไก่โร๊ด ซึ่งเป็นไก่พันธุ์ที่เก่าแก่อีกพันธุ์หนึ่ง ที่มีอายุกว่า 100 ปีมาแล้ว โดยได้มีการผสม และมีการคัดเลือกพันธุ์มาจากสายพันธุ์มาเลย์แดง ไก่บราห์มาส์ ไก่เซี่ยงไฮ้แดง ไก่ไวยันดอทท์ ไก่เล็กฮอร์นสีน้ำตาล และไก่พันธุ์โร๊ดไอส์แลนด์แดง ซึ่งมี 2 ชนิดคือ ชนิดหงอนกุหลาบ และชนิดหงอนจักร แต่ได้มีการนิยมเลี้ยงชนิดหงอนจักรกันเสียส่วนใหญ่ มากกว่าการเลี้ยงหงอนกุหลาบ

รูปร่าง

รูปร่างลักษณะของไก่พันธุ์โร๊ดไอส์แลนด์แดงนั้น จะมีรูปร่างค่อนข้างยาว และลึก เหมือนรูปสี่เหลี่ยมยาว มีขนสีน้ำตาลแกมแดง ผิวหนัง และหน้าแข้ง จะมีสีเหลือง แผ่นหูนั้นจะมีสีแดง ส่วนเปลือกไข่จะมีสีน้ำตาล

ลักษณะนิสัย

ลักษณะนิสัยของไก่พันธุ์โร๊ดไอส์แลนด์แดงนั้น จะมีลักษณะที่เชื่อง แข็งแรง สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี เริ่มให้ไข่ได้ตั้งแต่อายุ 5 เดือน ไปจนถึง 6 เดือน ให้ไข่ได้ปีละ 280-300 ฟอง โดยประมาณ น้ำหนักตัวที่โตเต็มที่แล้ว ในเพศผู้นั้นจะหนัก 3.1-4.0 กิโลกรัม ในเพศเมียหนัก 2.2-4.0 กิโลกรัม

ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่

2. ไก่พันธุ์บาร์พลีมัทร็อค หรือที่เราเรียกกันว่า ไก่บาร์ ซึ่งเป็นไก่พันธุ์พลีมัทร็อค ที่มีผิวหนังสีเหลือง

รูปร่าง

รูปร่างของไก่พันธุ์บาร์พลีมัทร็อค ขนจะมีสีบาร์ คือ มีสีดำสลับกับสีขาวไปตามแนวขวางของขน หงอนเป็นลักษณะเป็นหงอนจักร ให้ไข่ที่มีเปลือกสีน้ำตาล เริ่มให้ไข่เมื่ออายุ 5 เดือน – 6 เดือนโดยประมาณ

3. ไก่เล็กฮอร์นขาวหงอนจักร นั้นจัดเป็นไก่พันธุ์ที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด ในบรรดาไก่พันธุ์เล็กฮอร์นด้วยกัน ปัจจุบันนิยมผสมข้ามสายพันธุ์ ตั้งแต่สองสายพันธุ์ขึ้นไปเลยทีเดียว เพื่อที่จะได้มีการผลิตเป็นไก่ไข่ลูกผสมออกมาเพื่อการค้านั่นเอง

รูปร่าง

รูปร่างของไก่เล็กฮอร์นขาวหงอนจักร จะมีขนาดเล็ก มีขนสีขาว ให้ไข่ที่รวดเร็ว ดก และไข่จะมีเปลือกสีขาว มีผลต่อการเปลี่ยนอาหารค่อนข้างมาก เนื่องจากมีขนาดตัวที่เล็ก ทนต่อสภาพอากาศสูงได้ดี เริ่มให้ไข่เมื่อมีอายุ 4 เดือน – 5 เดือน เป็นต้นไป ให้ไข่ปีละ 300 ฟอง โดยประมาณ น้ำหนักตัวที่โตเต็มที่แล้ว ตัวผู้ 2.2-2.9 กิโลกรัม ตัวเมีย 1.8-2.2 กิโลกรัม

โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่

ไก่ลูกผสม

ไก่ลูกผสมนั้นเป็นไก่ที่เกิดขึ้นมาจากการผสมพันธุ์ระหว่างไก่พันธุ์แท้ 2 สายพันธุ์ โดยมีจุดประสงค์ที่จะผสมพันธุ์ไก่ขึ้นมาเพื่อให้ได้พันธุ์ไก่ที่มีไข่ดก เพื่อเป็นการผลิตไข่ในราคาที่ถูกลง และให้ได้ไข่มากขึ้น จะทำให้ไข่ไก่มีราคาที่ถูกลงมากๆ นั่นเอง ส่วนมากแล้วการผสมไก่ประเภทนี้ ลูกผสมที่ออกมาได้ จะมีลักษณะบางอย่างที่ดีกว่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นั่นเอง โดยเฉพาะความทนทานต่อโรคของไก่

ซึ่งไก่ลูกผสมนั้นได้รับความนิยมนำมาเลี้ยงอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งไก่พันธุ์ผสมนั้นก็ได้แก่ ไก่พันธุ์ผสมระหว่างพ่อบาร์+แม่โร๊ด, พ่อโร๊ด+แม่บาร์, พ่อโร๊ด+แม่บาร์, พ่อโร๊ด+แม่บาร์ และลูกผสม 3 สายพันธุ์ อย่าง ลูกตัวเมียที่ได้จากการผสมของลูกผสมพ่อโร๊ด+แม่บาร์ ได้นำไปทำการผสมกับพ่อไก่อู ลูกผสมที่ได้ก็จะมีลักษณะที่เป็นเนื้อดี โตรวดเร็ว และออกไข่ออกมาดีพอสมควร เหมาะสำหรับนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นรายได้เสริม

ไกไฮบรีด

ไกไฮบรีดนั้นเป็นไก่พันธุ์ไข่ที่ได้รับความนิยมสำหรับนำมาเลี้ยงเป็นอย่างมากในปัจจุบันนี้ ซึ่งไก่พันธุ์นี้ เป็นพันธุ์ไก่ที่ได้รับการผสมขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตลูกไก่พันธุ์ออกจำหน่ายได้มีการพัฒนา และทำการปรับปรุงพันธุ์ไก่ เพื่อให้ได้ไก่พันธุ์ที่ให้ผลผลิตไข่ที่สูง และมีคุณภาพตามความต้องการของทางตลาด คือ การที่ไก่ให้ไข่ดก เปลือกไข่มีสีน้ำตาล ไข่มีขนาดฟองที่โต และไข่ทน ไก่ไฮบรีดนั้นจะมีลักษณะเด่นประจำของพันธุ์นี้ จะมีข้อมูลประจำของพันธุ์อย่างละเอียด

นั่นก็คือ ไม่ว่าจะเป็น เปอร์เซนต์การไข่ อัตราการเจริญเติบโต ขนาดของแม่ไก่ ระยะเวลาในการให้ไข่ อัตราการเลี้ยงแล้วรอดตาย ขนาดของฟองไข่ และปริมาณในการกินอาหาร เป็นต้น ซึ่งอย่างไรก็ตาม ไกไฮบรีดนั้นจะต้องเลี้ยงด้วยอาหารที่มีคุณภาพสูง มีการจัดการที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการควบคุมน้ำหนักตัวของไก่ ควบคุมเรื่องการกินอาหารของไก่ และการควบคุมแสงสว่าง ตลอดทั้งการสุขาภิบาล และการป้องกันโรคที่ดีนั่นเอง

ด้วยการณ์นี้ ไกไฮบรีดส่วนใหญ่นั้นจะมีการผสมพันธุ์ที่มีการดำเนินการโดยบริษัทที่ทำการผลิตพันธุ์ไก่เพื่อการค้า ซึ่งจะมีการรักษาไก่ต้นพันธุ์ และกระบวนการผสมพันธุ์ไว้เป็นความลับ เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของทางบริษัทนั่นเอง ไก่ไฮบรีดจึงมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบริษัทนั่นเอง ซึ่งไก่ไฮบรีดนั้นที่ได้รับการเลี้ยงกันในประเทศไทย ได้แก่ เมโทรบราวน์, เอ-เอบราวน์, เซพเวอร์สตาร์คร็อส, ดีคาร์บ, ซุปเปอร์ฮาร์โก้ เป็นต้น

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

อุปกรณ์สำหรับการเลี้ยงไก่ไข่

การเลี้ยงไข่ไก่เพื่อเป็นอาชีพ หรือเลี้ยงไก่ไข่เพื่อเป็นการค้านั้น จำเป็นที่จะต้องมีอุปกรณ์การเลี้ยงไก่ที่จำเป็น และสำคัญนับตั้งแต่ระยะที่ไก่ไข่นั้นเป็นลูกไก่ ไปจนถึงระยะเวลาให้ไข่

1. อุปกรณ์การสให้อาหารไก่ มีอยู่หลากหลายรูปแบบที่นิยมใช้กันมากก็มีอยู่ 4 ชนิด นั่นก็คือ

1.1 อุปกรณ์สำหรับให้อาหารแบบถาดอาหาร ที่มีขนาด 48 x 72 x 6.5 เซนติเมตร หรือ(กว้างxยาวxสูง) จำนวน 1 ถาด จะใช้กับลูกไก่ที่มีอายุ 1-7 วัน ได้จำนวน 100 ตัวโดยประมาณ วางไว้ที่ใต้เครื่องกก เพื่อหัดให้ไก่นั้นกินอาหารเป็นเร็วขึ้นนั่้นเอง

1.2 อุปกรณ์สำหรับให้อาหารแบบรางอาหาร ที่ทำด้วยไม้ พลาสติก สังกะสี เอสล่อน ที่ทำเป็นรางยาวเพื่อให้ไก่ได้ยืนกินอาหารได้ข้างเดียว หรือจะเป็นสองข้าง รางอาหารนี้มีจำหน่ายโดยทั่วไป มีอยู่ 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กสำหรับลูกไก่ และขนาดใหญ่ใช้กับไก่ที่มีอายุ 2 สัปดาห์โดยประมาณ ขึ้นไป นอกจากนี้รางอาหารนั้นทำจากปล้องไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่แทนก็ได้ รางอาหารนั้นสามารถทำขึ้นเองได้ไม่ยาก ใช้วัสดุอะไรทำก็ได้ ทำในลักษณะเป็นรางยาวเพื่อให้อาหารไก่

การเลี้ยงไก่ไข่

1.3 อุปกรณ์สำหรับให้อาหารแบบถังอาหาร ที่ทำขึ้นมาจากพลาสติก หรือเอสล่อนก็ได้ จะเป็นถังอาหารที่อยู่ในลักษณะแขวน ซึ่งมีขนาดเดียวเป็นมาตรฐาน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 16 นิ้ว มีเส้นรอบวง 50 โดยประมาณ หลังจากที่ลูกไก่ที่เลี้ยงนั้นอายุได้ 15 วัน ไปแล้ว อาจจะใช้ถังอาหารแบบแขวนได้ และทำการให้อาหารด้วยถังให้อาหารไปตลอด

การให้อาการด้วยการใช้ถังแบบแขวนนั้น ต้องปรับให้มีระดับที่เหมาะสม ให้มีระดับเดียวกันบนหลังไก่ หรือต่ำกว่าหลังไก่เล็กน้อย เนื่องจากอาหารจะไหลลงจากลางได้อย่างอัตโนมัติ และควรทำการเขย่าถังบ่อยๆ เนื่องจากจะมีอาหารไปติดค้างอยู่ภายในถังนั่นเอง สำหรับจำนวนถังสำหรับถังที่ใช้จะแตกต่างกันออกไปตามอายุของไก่ และจำนวนของไก่ที่จะมากินอาหารต่อถังนั้นๆ

1.4 รางอาหารแบบอัตโนมัติ ซึ่งโรงเรือนที่มีขนาดกว้าง 10-12 เมตรโดยประมาณ จะใช้รางอัตโนมัติจำนวน 2 แถว แล้วทำการเพิ่มถังแขวนเพิ่มอีกจำนวน 6-8 ถัง ต่อไก่จำนวน 1,000 ตัว แต่ถ้าโรงเรือนที่มีความกว้างเกิน 12 เมตรขึ้นไปแล้ว ควรตั้งรางอาหารเกิน 4 แถว ขึ้นไป ได้เลย เพื่อเพียงพอต่อความต้องการของไก่ที่อยู่ภายในโรงเรือนั่นเอง

เลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว

2. อุปกรณ์ให้น้ำ

เรื่องของอุปกรณ์ให้น้ำนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามช่วงอายุของไก่ ซึ่งอุปกรณ์ให้น้ำที่นิยมใช้กันนั้นก็มีอยู่ 2 แบบ คือ

2.1 อุปกรณ์ให้น้ำแบบรางยาว รางยาวนั้นอาจจะทำขึ้นจากสังกะสี เอสล่อน หรือพลาสติก การเลี้ยงลูกไก่ในช่วงอายุ 1-3 สัปดาห์ ถ้าใช้รางน้ำที่เข้าไปกินได้เพียงด้านเดียว ก็ควรใช้รางน้ำแบบยาว 2-2.5 ฟุต ต่อลุกไก่ 100 ตัว สำหรับไก่ที่มีอายุ 3 สัปดาห์ขึ้นไป ก็ให้ทำการเพิ่มรางน้ำไปอีก 3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน ซึ่งควรมีการเพิ่มรางน้ำอีก สหรับไก่ไข่ระยะให้ไข่นั้นควรจะให้มีเนื้อที่รางน้ำ 1 นิ้ว ต่อ ไก่ 1 ตัว โดยประมาณ

2.2 อุปกรณ์ให้น้ำแบบมีฝาครอบ ซึ่งเป็นภาชนะสำหรับให้น้ำที่มีความนิยมใช้มาก เพราะเมื่อใช้แล้วมีความสะดวก และมีจำหน่ายอยู่ทั่วไป มีหลากหลายขนาดให้เลือกใช้กัน หรือเกษตรกรสามารถทำการดัดแปลงจากขวดเจาะรูประมาณ 1 เซนติเมตร ประมาณ 2 รู จากนั้นใส่น้ำสะอาดแล้วคว่ำลงบนจาน หรือถาดที่ใช้เลี้ยงลูกไก่ได้ ลูกไก่ที่ใช้ได้นั้น เป็นไก่ในระยะ 1-2 สัปดาห์ แรก ก็ควรจะใช้ขวดน้ำขนาดที่บรรจุได้ 2 แกลลอน ในอัตราส่วน 2 ใบ ต่อลูกไก่ในโรงเรือน 100 ตัว และเมื่อลูกไก่มีอายุ 3-6 สัปดาห์โดยประมาณ ให้ใช้ขวดน้ำขนาดที่ใช้บรรจุ 2 แกลลอน ควรใช้ 2 ใบ ต่อลูกไก่ 100 ตัว

3. เครื่องกกลูกไก่

เครื่องกกลูกไก่นั้นเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากๆ สำหรับการเลี้ยงไก่ ที่หลายฟาร์มจะต้องมีไว้ประจำโรงเรือนนั่้นเอง ซึ่งเครื่องกกลูกไก่นั้นจะทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแทนแม่ไก่ ในขณะที่ลูกไก่ยังเล็กอยู่ ซึ่งเครื่องกกลูกไก่นั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้คือ

3.1 เครื่องกกลูกไก่แบบฝาชี เครื่องนี้จะเป็นเครื่องกกลูกไก่ที่มีความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายกว่าเครื่องกดในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งรูปร่าง และขนาดจะแตกต่างกันออกไป ส่วนมากจะมีรูปร่างกลม หรือเป็นแบบเหลี่ยมๆ ทำด้วยโลหะ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของสะท้อนความร้อนลงสู่พื้นกก ขนาดของเครื่องกกแบบฝาชีนั้นโดยทั่วไปแล้วจะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2 เมตร โดยประมาณ สามารถกกลูกไก่ได้ 500 ตัว โดยประมาณ

เครื่องกกลูกไก่แบบฝาชีนั้นอาจจะต้องเป็นแบบแขวนกับเพดาน สามารถปรับเพื่อให้มีความสูงต่ำได้ตามความต้องการ เมื่อไม่ต้องการที่จะใช้ ก็สามารถปรับให้ขึ้นไปไว้ข้างบน เพื่อเก็บไว้ข้างบนของโรงเรือนได้ เครื่องกกลูกไก่นั้นส่วนมากจะใช้ไฟฟ้า แก๊ส น้ำมัน เป็นแหล่งเพื่อให้ความร้อน

วิธีเลี้ยงไก่ไข่แบบประหยัด

3.2 ครื่องกกแบบหลอดอินฟราเรด การกกด้วยครื่องกกแบบหลอดอินฟราเรดนี้จะใช้หลอดไฟอินฟราเรด ซึ่งหลอดไฟชนิดนี้จะมีขนาด 250 วัตต์ 1 หลอด เอาแขวนไว้เหนือดิน 45-60 เซนติเมตรโดยประมาณ จะสามารถกกลูกไก่ได้ประมาณ 60-100 ตัว แต่โดยทั่วไปนั้นจะใช้หลอดอินฟราเรดจำนวน 4 หลอดต่อเครื่องกก ความร้อนที่ได้จากหลอดอินฟราเรดนั้น จะไม่ช่วยให้อากาศโดยรอบของเครื่องนั้นอุ่น แต่จะให้ความอบอุ่นโดยตรงกับตัวลูกไก่นั่นเอง

3.3 เครื่องกกแบบรวม เครื่องกกแบบนี้จะเป็นการกกโดยใช้จำนวนลูกไก่ในการกกแบบจำนวนมาก โดยให้ความร้อนจากแหล่งกลาง แล้วจากนั้นก็ปล่อยความร้อนไปตามท่อในรูปของน้ำร้อน หรือเป็นรูปแบบของไอน้ำ วางท่อไปตามความยาวของโรงเรือนตรงกลางที่ใต้คอนกรีต แต่อย่างไรก็ตาม การกกลูกไก่ด้วยวิธีนี้

การให้ความร้อนจะไปไม่ทั่วพื้นที่คอนกรีตทั้งคอก แต่จะให้เฉพาะในตรงส่วนกลางที่ตามความยาวของโรงเรือน และจะแผ่ความร้อนตามความกว้างเพียงแค่ 2-2.5 เมตร เท่านั้น นอกจากนี้ยังกกแบบรวมอาจจะปล่อยความร้อนออกมาในรูปแบบของลมร้อน ออกมาตามท่อที่กระจายออกไปทั่วทั้งคอก ซึ่งแหล่งความร้อนนี้จะได้จากน้ำมัน ถ่านหิน แก๊ส หรือไม้ฟืน เป็นต้น

4. รังไข่ ซึ่งรังไข่ที่ดีนั้นจะต้องมีขนาดที่กว้างพอ สามารถทำการเคลื่อนย้ายได้ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย มีการระบายอากาศได้ดี เย็น ซึ่งภายในนั้นจะต้องมืดพอ และวางอยุ่ในที่ๆ เหมาะสม ภายในโรงเรือน รังไข่นั้นอาจจะทำด้วยไม้ หรือสังกะสีก็ได้ รังไข่ที่ทำด้วยไม้นั้นอาจจะมีปัญหาในเรื่องของการทำความสะอาด และอาจจะเป็นที่อาศัยของไรแดงได้อีกด้วย ซึ่งหากใช้รังไข่ที่ทำจากไม้ จะต้องมีการทำความสะอาด และการป้องกันไรแดงได้ดีด้วย

5. วัสดุรองพื้น ในที่นี้หมายถึง วัสดุที่ใช้ในการรองพื้นคอนกรีตเพื่อให้ไก่ที่อยู่ภายในคอกนั้นสะอาด และอยู่ได้อย่างสบาย จะต้องเป็นวัสดุรองพื้นที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น คาราถูก และเมื่อเลิกใช้แล้วสามารถนำไปเป็นปุ๋ยได้อีกต่อหนึ่ง วัสดุรองพื้นที่เหมาะสำหรับใช้ในประเทศไทยของเรานั้น และมีความนิยมใช้โดยทั่วกันก็คือ ขี้กบ แกลบ ขี้เลื่อย ฟางข้าว ซังข้าวโพด ชานอ้อย เปลือกฝ้าย ต้นข้าวโพด เปลือกไม้ ทราย เปลือกถั่วลิสง ถ้าใช้แกลบควรจะมีฟางข้าวโพดโรยที่ข้างหน้าบางๆ อีกด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ไก่เขี่ยแกลบให้กระเด็นลงไปในรางน้ำ และรางอาหารนั่นเอง

6. อุปกรณ์การให้แสง เนื่องจากแสงสว่างนั้นมีความจำเป็นต่อการมองเห็นของไก่ ซึ่งไม่ว่าเวลากินอาหาร กินน้ำ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ นอกจากนี้ แสงสว่างนั้นก็ยังมีความสำคัญต่อการให้ไข่ของไก่อีกด้วย ดังนั้น ภายในโรงเรือนนั้นจะต้องมีอุปกรณ์การให้แสงสว่างอย่างพอเพียงนั้น จะทำให้ไก่ไข่ออกไข่ได้ดีอีกด้วย

โดยทั่วไปแล้วนิยมที่จะทำการติดตั้งหลอดไฟเพื่อให้แสงสว่างภายในโรงเรือน ซึ่งหลอดไฟที่มีความนิยมใช้กันมากภายในโรงเรือน คือ หลอดกลมธรรมดา และหลอดนีออน หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ก็สามารถใช้ได้นั่นเอง

การเลี้ยงไก่ไข่ในครัวเรือน

กฎของการให้แสงสว่างสำหรับการเลี้ยงไก่ นั่นก็คือ

1. ระยะเวลาของการให้แสงนั้นจะไม่เพิ่มขึ้นภายในช่วงเวลา 8-16 สัปดาห์
2. ไม่ลด ระยะเวลาของการให้แสงหลังจากที่แม่ไก่เริ่มไข่

การให้แสงสำหรับไข่ในประเทศไทย ควรทำดังนี้
1. ไก่อายุ 0-2 วัน ระยะเวลาของการให้แสง 22 ชั่วโมง
2. ไก่อายุ 3-4 วัน ระยะเวลาของการให้แสง 20 ชั่วโมง
3. ไก่อายุ 5-6 วัน ระยะเวลาของการให้แสง 18 ชั่วโมง
4. ไก่อายุ 7-8 วัน ระยะเวลาของการให้แสง 16 ชั่วโมง
5. ไก่อายุ 9-10 วัน ระยะเวลาของการให้แสง 14 ชั่วโมง
6. ไก่อายุ 11 วัน ถึง 16 สัปดาห์ ระยะเวลาของการให้แสง 13 ชั่วโมง
7. ไก่อายุ 17 สัปดาห์ ระยะเวลาของการให้แสง 13.5 ชั่วโมง
8. ไก่อายุ 18 สัปดาห์ ระยะเวลาของการให้แสง 14 ชั่วโมง
9. ไก่อายุ 19 สัปดาห์ ระยะเวลาของการให้แสง 14.5 ชั่วโมง
10. ไก่อายุ 20 สัปดาห์ ระยะเวลาของการให้แสง 15 ชั่วโมง
11. ไก่อายุ 21 สัปดาห์ ระยะเวลาของการให้แสง 15.5 ชั่วโมง
12. ไก่อายุ 22 สัปดาห์ ระยะเวลาของการให้แสง 16 ชั่วโมง

แสงสว่างที่เพิ่มขึ้นจะขอแนะนำให้ใช้ความเข้มข้นแสง 20-30 ลักซ์โดยประมาณ หรือโดยการใช้หลอดไฟ 4 วัตต์ ต่อรารางเมตร ขอแนะนำให้ใช้หลอดกลมแบบมีไส้เพื่อเป็นการใช้ให้แสงแก่ไก่ภายในโรงเรือน

ไก่ไข่ ราคา

ข้อแนะนำสำหรับการให้แสงด้วยความเข้มข้นของแสงดังนี้

1. ไก่ที่มีอายุ 0-3 วัน ความเข้มของแสงอยู่ที่ 20 ลักซ์ 2.0 แรงเทียน 40-60 วัตต์
2. ไก่ที่มีอายุ 4-126 วัน ความเข้มของแสงอยู่ที่ 5 ลักซ์ 0.5 แรงเทียน 15 วัตต์
3. ไก่ที่มีอายุ 127 วัน ไปจนถึงวันปลด ความเข้มของแสงอยู่ที่ 5 ลักซ์ 0.5 แรงเทียน 15 วัตต์

7. ผ้าม่าน ซึ่งผ้าม่านนั้นจะใช้ในช่วงที่ระยะที่ทำการกกลูกไก่ ซึ่งที่บริเวณรอบๆ คอกนั้นจะต้องมีผ้าม่านไว้เพื่อป้องกันลมพัดแรง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว จะมีลมแรง การปิดผ้าม่านนั้นจะทำให้อุณภูมิภายในโรงเรือน และอุณภูมิที่ใต้เครื่องกกนั้นให้อยู่ในสภาพอากาศคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงผันแปรแบบขึ้นลงอย่างรวดเร็ว นำหรับการกกลูกไก่ในฤดูร้อน ควรทำการเปิดผ้าม่านขึ้นเล็กน้อย ในช่วงเวลากลางวัน เพื่อทำให้ลมพัดเข้ามาภายในโรงเรือน และทำการปิดผ้าม่าน ในเวลาตอนเย็น

8. คอนนอน สำหรับการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยพื้น โดยเฉพาะในระยะที่ไก่เป็นสาว มีความจำเป็นจะต้องทำคอนนอนสำหรับให้ไก่ได้ขึ้นไปนอน และยังช่วยให้ไก่เย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าว เหมือนอยู่ในคอก คอนนอนอาจจะทำขึ้นเป็นคอนนอนโดยเฉพาะ โดยจะใช้ไม้ที่มีขนาด 1×4 นิ้ว, 1×3 นิ้ว, 2×3 นิ้ว หรือ 2×2นิ้ว ก็ได้

ส่วนความยาวนั้นก็ตามความต้องการ ตามขนาดของโรงเรือนได้เลย ทำการลบเหลี่ยมไม่ให้กลม เพื่อที่จะช่วยให้ไก่นั้นเกาะได้สบาย และไม่เป็นอันตรายต่อเท้าของไก่อีกด้วย โดยทำการวางแบบเอาด้านแคบขึ้น วางให้ห่างกัน33-41 เซนติเมตร โดยประมาณ ให้มีเนื้อที่สำหรับคอนนอน10-15 เซนติเมตร ต่อ สำหรับไก่สาว และขนาด 18-20 เซนติเมตร สำหรับไก่ไข่ใต้คอนนอน และด้านข้างจะต้องมีการบุด้วยลวดตาข่ายเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไก่เข้าไปทำการคุ้ยเขี่ยอุจจาระที่ใต้คอนนอน

ซึ่งคอนนอนควรจะอยู่ติดฝาโรงเรือนที่ข้างใดข้างหนึ่ง ในระยะที่ไก่เป็นสาวนั้นจะทำการลดระดับด้านหน้าของคอนนอนลง เพื่อให้ไก่ขึ้นเกาะคอนนอนได้สะดวก เมื่อไก่โตขึ้นก็ค่อยปรับระดับขึ้นเรื่อยๆ ปกติแล้วคอนนอนนั้นจะอยู่ในระดับ 75 เซนติเมตรนั่นเอง

ไก่ไข่ คือ

การให้อาหาร และอาหารที่ให้ไก่ไข่กิน

อาหารไก่ไข่

อาหารนั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากๆ สำหรับการเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งเป็นตัวแปรของการขายไก่ไข่ว่าเรานั้นจะได้กำไร หรือขาดทุน เนื่องจากต้นทุนการผลิตนั้นจะอยู่ที่ 60-70 เปอร์เซนต์โดยประมาณ ของต้นทุนอาหารทั้งหมดจะเป็นอาหารไก่ อาหารของไก่ไข่นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ที่นอกจากจะทำให้ไก่เจริญเติบโต ใช้อาหารในการดำรงชีพ ที่สำคัญนำอาหารไปช่วยในเรื่องของการผลิตไข่อีกด้วย

การเลี้ยงไก่หากจะต้องการลดต้นทุนในการผลิตนั้น จะต้องทำการลดในส่วนของอาหารลงนั่นเอง ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการประกอบสูตรอาหารที่มีราคาถูก มีคุณภาพทื่ดี ซึ่งจะต้องเลือกวัตถุดิบอาหารเพื่อที่จะได้ราคาที่ถูก จะต้องเป็นอาหารที่สามารถหาได้ตามฤดูกาล และให้อาหารแก่ไก่กินกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะได้ไข่แบบมีคุณภาพเช่นกัน

การให้อาหารไก่นั้นจะต้องให้อย่างพอเหมาะ และเพียงพอต่อความต้องการของไก่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพต่อการให้ไข่ที่ดีของไก่นั่นเอง

โดยทั่วไปแล้ว วัตถุดิบที่ใช้เป็นอาหารไก่จะประกอบด้วยสารอาหาร 6 ประเภท ดังนี้

1. โปรตีน เป็นสารประกอบสำคัญมากๆ ต่อการเลี้ยงไก่ ซึ่งจะประกอบไปด้วย กรดอิมิโนชนิดต่างๆ เป็นสารอาหารที่ช่วยในเรื่องของการสร้างเนื้อเยี่อ ที่จำเป็นมากๆ ต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และช่วยในเรื่องของการสร้าง และทำการซ่อมแซมร่างกายในส่วนต่างๆ ของร่างกายไก่

นั่นก็คือ ขน หนัง เล็บ เม็ดเลือดแดง กระดูก อวัยวะที่อยู่ภายในต่างๆ และยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตไข่อีกด้วย ซึ่งอาหารของไก่นั้นจะประกอบไปด้วยโปรตีนในปริมาณ 13-19% ขึ้นอยู่กับอายุของไก่

2. คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลที่มีหน้าที่เพื่อให้พลังงาน ให้ความอุบอุ่น และช่วยทำให้ไก่นั้นอ้วนขึ้นด้วย คาร์โบไฮเดรตนั้เนป็นแหล่งให้พลังงานแก่ร่างกาย เพื่อนำไปใช้ในการทำงานของร่างกาย คาร์โบไฮเดรตถือว่าเป็นอาหารหลักได้เลยทีเดียว

เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตจะเป็นส่วนประกอบในสูตรอาหารไก่ไข่ประมาณ 38-61% ขึ้นอยู่กับอายุของไก่ คาร์โบไฮเดรตนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 พวก ตามลักษณะความยาก และความง่ายของการย่อยอาหาร คือ น้ำตาล และแป้ง ซึ่งแหล่งอาหารคาร์โบไฮเดรตนั้นจะได้มาจากพืชนั่นเอง

รายงานการเลี้ยงไก่ไข่

3. น้ำ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากๆ ของร่างกายสิ่งมีชีวิต ร่างกายไก่นั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 60-70% ลุกไก่ที่มีอายุ 1 วันนั้น จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบ 85% และจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อไก่นั้นเริ่มมีอายุมากๆ น้ำนั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกายไม่ว่าจะช่วยในเรื่องของการขับของเสีย ย่อยอาหาร ดูดซึมอาหาร รักษาระดับความร้อนภายในร่างกาย

ซึ่งหากไก่ขาดน้ำแล้วละก็ อาจจะทำให้ไก่เสียชีวิตได้ หากได้รับน้ำไม่เพียงพอ หรือไม่ได้รับน้ำเข้าสู่ร่างกาย หากไก่ขาดน้ำ หรือน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้ไก่นั้นมีอาการแคระแกร่นนั่นเอง ซึ่งหากไก่เกิดอาการเสียน้ำเพียงแค่ 10% ของร่างกาย ไก่จะตายได้เลยทีเดียว

4. ไขมัน เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต แต่ให้พลังงานที่มากกว่าถึง 2.5 เท่า เลยทีเดียว แถมยังให้กดไขมันบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะช่วยในเรื่องของความอบอุ่น ทำให้อ้วน และช่วยเพิ่มให้อาหารมีความน่ากินเพิ่มขึ้นอีกด้วย หากให้ไขมันให้ไก่กินมากเกินไป ทำให้ไก่ถ่ายเหลว หรือท้องเสียได้ ทำให้พื้นนั้นเปียกชื้น ทำให้วัสดุที่เราใช้รองพื้นจะเสียเร็วขึ้น

5. วิตามิน จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และการดำรงชีวิตของไก่ ช่วยในเรื่องของการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า สร้างความต้านทานโรคให้แก่ตัวไก่ และช่วยในเรื่องของบำรุงประสาท แต่ร่างกายนั้นต้องการในปริมาณที่น้อย แต่ก็ขาดไม่ได้นั่นเอง ซึ่งหากไก่ขาดนั้นจะทำให้ไก่โตช้า และเป็นโรคที่ขาดวิตามินนั้นๆ

6. แร่ธาตุ จะช่วยในเรื่องของการสร้างโครงกระดูก สร้างความเจริญเติบโต สร้างเปลือกไข่ สร้างเลือด และสร้างในส่วนอื่นๆ ร่างกายของสัตว์นั้นมีแร่ธาตุเป็นส่วนประกอบอยู่ในปริมาณ 3% ของน้ำหนักตัวไก่ แร่ธาตุที่สำคัญนั้นได้แก่ ฟอสฟอรัส แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม คลอรีน กำมะถัน เหล็ก ทองแดง ไอโอดีน แมงกานีส สังกะสี และโคบอลต์

สูตรอาหารของไก่ไข่เล็ก (อายุแรกเกิด – 6 สัปดาห์)

โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่

สูตรอาหารของไก่ไข่รุ่น (อายุ 6-14 สัปดาห์)

ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่

สูตรอาหารของไก่ไข่สาว (อายุ 14-20 สัปดาห์)

การ เลี้ยง ไก่ ไข่ ที่ บ้าน

สูตรอาหารของไก่ไข่ระยะให้ไข่

การเลี้ยงไก่ไข่ แบบพอเพียง

การทำวัคซีนไก่ไข่

1. วัคซีนเชื้อเป็น เป็นตัวเชื้อวัคซีนที่มีความรุนแรงมาก แต่ถูกทำให้อ่อนแอลง หรือถูกทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นจุลชีพ ที่ไม่มีความรุนแรงซึ่งไม่สามารถที่จะทำให้เกิดโรคได้แล้วนั่นเอง จุลชีพเหล่านี้สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ เมื่อมีภาวะที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดความเคลียด หรือเกิดอาการแพ้วัคซีน

วัคซีนเชื้อเป็นสามารถฉีดให้ไก่ไข่ได้ทีละตัว โดยการหยอดเข้าไปทางตา หรือหยอดเข้าทางจมูก หรือให้ไก่เป็นกลุ่มโดยการนำไปละลายในน้ำดื่ม หรือทำให้เป็นสเปรย์ ทำให้ประหยัดแรงงาน วัคซีนเชื้อเป็นนั้นสามารถถูกทำลายได้ง่าย โดยภูมิคุ้มกันที่ถ่ายทอดมาจากแม่แต่มีความสามารถในการคุ้มกันโรคสูง อาจทำให้สัตว์เกิดโรคได้ แต่การเก็บรักษาวัคซีนนั้นจะยุ่งยาก และวัคซีนเชื้อตายนั้นมีราคาถูกอีกด้วย

2. วัคซีนเชื้อตาย เป็นวัคซีนที่มักจะเตรียมเอาไว้ได้มาจากเชื้อที่ความรุนแรงที่ถูกทำให้ตายโดยทางเคมี หรือฟิสิกส์ จุลชีพเหล่านี้จะไม่สามารถทำการแบ่งตัว หรือทำการเพิ่มจำนวนได้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจึงจะมีความปลอดภัยนั่นเอง แต่ให้ความคุ้มกันโรคที่ต่ำ วัคซีนเชื้อตายนั้นจะให้ได้โดยวิธีการฉีดเท่านั้น สารที่ใช้ผสมกับวัคซีนนั้นจะเป็นน้ำมัน หรืออลูมินั่มไฮดร็อกไซด์ ซึ่งจะสามารถเข้าไปทำการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันได้ดี วัคซีนเชื้อตายนั้นจะมีราคาแพง และเก็บรักษาง่าย

ความต้องการอาหารของไก่ไข่

วิธีการทำวัคซีนในไก่ไข่

1. การหยอดตา หรือหยอดจมูก

ซึ่งวิธีการหยอดตา หรือหยอดจมูกนั้นเป็นการทำวัคซีนเฉพาะที่ เพื่อเป็นการป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ อย่างเช่น โรคหลอดลมอักเสบ และโรคนิวคาสเซิล โดยจะทำการละลายวัคซีนในน้ำยาละลายวัคซีน การใช้น้ำเย็นจัดอาจจะทำให้เยื่อบุอักเสบ ขวดที่ใช้หยอดวัคซีนนั้นก็ควรจะเป็นขวดที่มีมาตรฐาน เพื่อให้ลูกไก่ได้รับวัคซีนครบโด๊สด้วย การหยอดตาให้หยอดในปริมาณ 1-2 หยด ต่อไก่ไข่ 1 ตัว ตำแหน่งที่จะหยอดวัคซีนนั้นก็คือ ที่บริเวณมุมของตาที่ด้านใน รอจนกระทั่งวัคซีนเข้าไปในตาจนหมดจึงปล่อยไก่ไปได้

การหยอดจมูกนั้นจะทำให้วัคซีนได้ผลดีกว่าการหยอดตา โดยการหยอดจมูกนั้น จะใช้นิ้วมือปิดรูจมูกไว้ข้างหนึ่ง แล้วจึงจะทำการหยอดวัคซีนในรูจมูกอีกข้างหนึ่ง ซึ่งการทำการหยอดตา และหยอดจมูกนั้น ทำให้ไก่นั้นได้รับวัคซีนที่ปริมาณที่ใกล้เคียงกันทุกตัว แต่วิธีการนี้จะยุ่งยาก และเสียเวลาไม่น้อยเลยทีเดียว

2. การแทงปีก

วิธีการให้วัคซีนด้วยการแทงปีกนั้นจะสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะที่เช่นกัน คือบริเวณที่ใต้ผิวหนัง เช่น วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษ ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความเข้มข้นมากๆ เนื่องจากจะละลายวัคซีนในน้ำเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น และใช้เข็มจุ่มวัคซีนครั้งละ 0.01 ซี.ซี. โดยที่จะสังเกตจากการที่วัคซีนจะเข้าไปเต็มรูทั้ง 2 ข้างนั่นเอง แล้วจากนั้นให้ทำการแทงเข็มจากทางด้านล่างผ่านทะลุผนังของปีกไก่ ควรระวังอย่าให้แทงผ่านขน กล้ามเนื้อ หรือแม้กระทั่งกระดูก ภายใน 7-10 วัน หลังจากทำวัคซีนด้วยการแทงปีกแล้ว จะเกิดรอยที่เป็นสะเก็ดแผลทั้งด้านบน และด้านล่างของผนังของปีก เนื่องจากเกิดจากการแทงเข็มผ่านนั่นเอง

ประโยชน์ของการเลี้ยงไก่ไข่

3. การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

วิธีการให้วัคซีนโดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งจะใช้ในการป้องกันโรคมาเร็กซ์ โดยจะทำการฉีดเข้าที่ใต้ผิวหนังที่บริเวณท้ายทอย หรือที่ฐานคอ ทำให้การสร้างภูมิคุ้มกันนั้นจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ให้ผลในการคุ้มกันโรคที่ยาวนานนั่นเอง

4. การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

การให้วัคซีนโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมใช้กับวัคซีนชนิดเฃื้อตายนั่นเอง ซึ่งจะทำการฉีดวัคซีนเข้าที่กล้ามเนื้อหน้าอก การฉีดเข้ากล้ามเนื้อจะกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ไก่ได้ดีกว่าการหยอดตา และการหยอดจมูกนั่นเอง เพราะจะเข้าไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันภายในกระแสเลือด และหมุนเวียนไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันอย่างรวดเร็ว ได้แก่ วัคซีนอหิวาต์ในไก่

ตารางโปรแกรมการทำวัคซีนในไก่ไข่

การเลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์

สำหรับใครที่เริ่มเลี้ยงไก่ไข่ สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ในฟาร์มของคุณก็ได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ดีมากเลย ทั้งการให้อาหาร ทั้งอุปกรณ์ภายในโรงเรือน ซึ่งหากทำตามแล้วได้ผลดีขึ้นมา จะได้เพิ่้มการผลิตไว้ได้อีกด้วย