การเลี้ยงสุกร ด้วยวิธีที่ถูกต้องพร้อมขั้นตอนการเลี้ยงสุกรแบบละเอียด

การเลี้ยงสุกร สามารถสร้างอาชีพให้ใครหลายคนมาแล้ว และหากคุณกำลังมองหาอีกอาชีพที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์เชื่อได้ว่า การเลี้ยงสุกรนั้นทำให้ใครหลายคนมีรายได้จนยืนหยัดเป็นอาชีพหลักกันได้เลยทีเดียว แต่ที่สำคัญคือ เราจะเลี้ยงสุกรอย่างไร ให้ออกมาได้กำไรงามที่สุด

นั่นคือปัญหาที่หลายคนกำลังกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงสุกรออกขายอยู่ เนื่องจากหลายคนประสบกับปัญหา ค่าอาหารของสุกรนั้นสูง หรือสุกรให้เนื้อน้อย เนื้อไม่แดง ซึ่งหลายเจ้าก็อาจจะใช้วิธีการที่ผิดๆ อย่างที่เราเคยได้ยิน คือการใช้สารเร่งเนื้อแดงนั่นเองค่ะ ซึ่งนั่นทั้งอันตราย และทั้งผิด ซึ่งไม่แนะนำให้ทำเลย เรามารู้จักการเลี้ยงสุกร และการดูแลรักษา และการสร้างผลกำไรกันดีกว่าค่ะ

การเลี้ยงสุกร

สุกรนั้นอย่างที่เราๆ นั้นรู้กันว่า เป็นเนื้อสัตว์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเมนูใดๆ ก็จะมีเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบ ซึ่งคนส่วนมากก็รับประทานเนื้อสุกรนั่นเอง และเนื้อหมูก็สามารถทำราคาในตลาดได้น่าเหลือเชื่อ เนื่องจากความต้องการเนื้อสุกรมีมากมาย ทำให้เนื้อสุกรราคาไม่เคยตกลง มีแต่จะสูงขึ้น

หรือถ้าดิ่งลงมากๆ ก็ไม่เคยตกต่อกว่ากิลโลละ 100 บาทเลย ณตอนนี้ ทำให้เนื้อสุกรนั้นมีราคา ใครๆ ก็อยากจะหยิบจับอาชีพนี้ไว้เลี้ยงตัว แต่ค่าอาหารของหมูนั้นก็มีมากมายเช่นกัน ซึ่งหากใครขุนสุกรได้ดี ก็ได้ราคาดี ทำให้ต้นทุนในการให้อาหารสุกรนั้น มีมากขึ้นตามอาหารของสุกรที่กินเข้าไปนั่นเอง

จึงทำให้หลายฟาร์มคิดอาหารสุกรที่เป็นแบบธรรมชาติ เพื่อประหยัดค่าอาหารของสุกรนั่นเอง และที่สำคัญอาหารธรรมชาตินอกจากจะถูก หาง่าย และสามารถทำให้เนื้อสุกรมีคุณภาพอีกด้วย

 ต้นทุนการเลี้ยงสุกรขุน

ซึ่งในปัจจุบันนี้ การเลี้ยงสุกรนั้นได้มีการก้าวหน้าขึ้นมาก เนื่องจากได้มีการสั่งซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์สุกรจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงในประเทศมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สุกรพันธุ์แลนด์เรซ มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศเดนมาร์ก สุกรพันธุ์ลาร์จไวต์ ถิ่นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งสุกร 2 พันธุ์ นี้ได้มีความนิยมจากผู้เลี้ยงสุกรเป็นอย่างมาก

ซึ่งที่ได้รับความนิยมนั้น เนื่องจากสุกรพันธุ์เหล่านี้มีรูปร่างที่ดี ลักษณะที่ดี และสามารถเพิ่มน้ำหนักของตัวสุกรขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ในไลน์ของเนื้อนั้นมีไขมันแทรกอยู่น้อย ทำให้ขายได้ราคาดี คนถึงนิยมเลี้ยงสุกรพันธุ์นี้กันอย่างแพร่หลายนั่นเอง

การเลี้ยงหมู

การเลี้ยงสุกร เริ่มต้นจากตรงไหนดี

สุกรนั้นมีถิ่นกำเนิดมาจากหมูป่าที่อาศัยอยู่ในแถบยุโรป แอฟริกา อเมริกา เอเชีย ซึ่งชาวจีน และชาวไทยนั้น ได้มีความนิยมในการเลี้ยงสุกรเป็นอย่างมาก ในอดีตในบ้านเรือนจะเลี้ยงสุกรไว้ภายในบ้าน อย่างน้อยๆ ก็ 1-2 ตัว ต่อครัวเรือน ซึ่งวิธีการเลี้ยงนั้นก็ไม่ยากเลย เนื่องจากเพียงแค่นำเศษอาหารที่เหลือจากในบ้านให้สุกรเหล่านั้น เนื่องจากเป็นเพียงการเลี้ยงสุกร ไว้บริโภคในครัวเรือน เหมือนการเลี้ยงไก่ทั่วๆ ไป

การเลี้ยงสุกรในประเทศไทย

อาหารของสุกร

อาหารให้ที่สุกรนั้น บ้างก็เป็นหยวกกล้วยสับละเอียด กับรำข้าว และหญ้าต่างๆ ที่หาได้ภายในท้องถิ่น นำมาสับกันให้ละเอียด ให้เข้ากัน ใช้เป็นอาหารให้สุกร หรือจะเป็นกากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง ก็สามารถให้เป็นอาหารได้เช่นกัน จึงทำให้สุกรที่เลี้่ยงกันภายในครัวเรือนในอดีตนั้น มีลักษณะตัวเล็ก โตช้า ขุนให้อ้วนช้า ใช้เวลานานมากกว่าจะนำมาเป็นอาหารได้ ที่สำคัญสุกรเหล่านี้ให้เนื้อน้อย ไขมันมาก ทำให้หลายคนจะต้องเปลี่ยนอาหารที่ให้กับสุกรเหล่านี้ใหม่ และถ้าจะทำให้เนื้อออกมามีคุณภาพ เนื้อมากไขมันน้อย ก็ต้องเลี้ยงกันดีหน่อย นั่นจึงทำให้ราคาค่าอาหารของสุกรในฟาร์มนั้น ตกเดือนๆ หนึ่ง ไม่น้อยเลยทีเดียว

การเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์

ลักษณะของพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์สุกร

สุกรที่ชาวบ้านนิยมนำมาเลี้ยงภายในครัวเรือน เพื่อเอาไว้เป็นอาหาร บริโภคกันแค่ภายในครัวเรือนไม่ได้เลี้ยงเพื่อการค้านั้น ก็มักจะเป็นสุกร จำพวก พันธุ์ราด พันธุ์ไหหลำ พันธุ์ควาย พันธุ์พวง นั่นเอง ซึ่งสุกรเหล่านี้ก็มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีนนั่นเอง

ลักษณะของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุกรนั้น จะต้องมีลักษณะดี มีลักษณะเด่นตามพันธุ์นั้นๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งสุกรเหล่านั้นจะต้องไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง และห้ามนำสุกรป่วย หรือสุกรที่เพิ่งจะได้รับการฉีดวัคซีนมาทำการผสมพันธุ์กันเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้มีการติดต่อจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สู่ลูกนั่นเอง

พ่อพันธุ์สุกรที่สามารถนำมาผสมได้นั้นก็ควรที่จะมีอายุในช่วงเวลาประมาณ 8 เดือน จะต้องมีน้ำหนัก 80-90 กิโลกรัม โดยประมาณ สำหรับพ่อพันธุ์สุกรต่างประเทศนั้น ควรจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 115 กิโลกรัมโดยประมาณ

แม่พันธุ์สุกรนั้นควรจะมีอายุ 7-8 เดือน โดยประมาณ จะต้องมีโครงสร้างรูปร่างที่ดี แข็งแรง มีเต้านมที่นมสมบูรณ์ คืออย่างน้อยจะต้องมีจำนวนเต้านม 12 เต้านั่นเอง ซึ่งภายในระยะเวลา 2 ปี แม่พันธุ์สุกรนั้นจะสามารถมีลูกได้ถึง 5 ครอก แต่ละครอกนั้นจะมีจำนวนลูก 8-12 ตัวโดยประมาณ ตามจำนวนเต้านมนั่นเอง ซึ่งแม่พันธุ์สุกร ภายในหนึ่งชีวิตนั้นจะสามารถให้ลูกได้ถึง 8-10 ครอกนั่นเอง

ลูกสุกรนั้นจะอยู่ภายในท้องแม่พันธุ์สุกร 115 วัน โดยประมาณ หรือ 3 เดือน 3 สัปดาห์กว่าๆ จะเร็ว หรือช้ากว่านี้ได้ไม่เกิน 3 วัน ลูกสุกร ที่เกิดจากพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่ดีจะได้ลักษณะที่ดีของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุกรไปด้วย และจะมีโอกาสรอดตายได้สูง และแข็งแรง

การเลี้ยงหมูขุนให้โตเร็ว

การผสมพันธุ์ของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุกรนั้นควรจะทำในเวลาเช้า หรือเย็น ซึ่งจะเป็นช่วงที่อากาศเย็น ไม่ร้อนอบอ้าว และเมื่อแม่พันธุ์สุกรเกิดการตั้งท้อง ก็ให้อาหารตามความเหมาะสม ให้เพียงพอต่อความต้องการของแม่พันธุ์ เนื่องจากจะต้องเอาอาหารไปบำรุงลูกๆ ในท้องด้วย และให้ทำการรองพื้นคอกด้วยหญ้า หรือฟางข้าว เพื่อให้อุ่น และนิ่ม เมื่อถึงเวลาลูกสุกรเกิดออกมา เมื่อถึงเวลาสมควร ก็จับหย่านมจากแม่พันธุ์ ซึ่งจะทำให้แม่พันธุ์ไม่เหนื่อยล้า จนโทรม สามารถมีลูกในครอกต่อไปได้ภายในเวลาอันรวดเร็วนั่นเอง

หมูขุนเลี้ยงกี่เดือน

การฉีดวัคซีนป้องกันโรค

ระยะเวลาในการฉีดวัคซีนก็คือ
1. ๖-๗ สัปดาห์ สามารถทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์หมู
2. ๘-๙ สัปดาห์ สามารถทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย
3. พ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุกรนั้นจะต้องอยู่กับเราไปเป็นเวลานาน จึงมีความจำเป็นต้องทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์หมู อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
4. พ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุกรจะต้องฉีดวัคซีน โรคปากและเท้าเปื่อยปีละ ๒ ครั้ง

ซึ่งการทำโรงเรือนหมูนั้น หลายฟาร์มก็ได้มีการทำ มีการออกแบบตามสไตล์ของตัวเอง เอาเรื่องความสะดวก และความสะอาดเข้าว่ากัน เนื่องจากสุกรนั้น มีกลิ่นที่รุนแรง ทำให้ต้องรีบจัดการมูลของมันให้เร็วที่สุด ซึ่งบางฟาร์มก็ได้ทำการทำฟาร์มแบบยกสูง เนื่องจากจะทำให้อากาศถ่ายเทได้ดี เนื่องจากมูลของสุกรเหล่านี้ จะสร้างความร้อนออกมา และส่งกลิ่นแรง ทำให้ถ้ายกสูง อากาศถ่ายเทได้ดี หมดห่วงเรื่องนี้ไปเลย

การให้อาหารหมู

การทำคอก

บางฟาร์มก็ได้ทำการทำพื้นของฟาร์มแบบลาดเอียง เพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด เนื่องจากฟาร์มสุกรนั้นจะต้องทำความสะอาดทุกวัน เพราะเนื่องด้วยกลิ่นอย่างที่บอกมา ทำให้หลายฟาร์มต้องทำการออกแบบฟาร์มเลี้ยงสุกรเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นต้องทำความสะอาดได้ง่าย รวดเร็ว ระบายอากาศ ทำให้มีกลิ่นน้อยที่สุด

แต่ที่สำคัญเลยก็คือ คอกของสุกรนั้น จะต้องไม่ใกล้เคียงกับแหล่งชุมชน บ้านเรือน เนื่องจากความแรงของกลิ่นนั้น จะไปกระทบกับการใช้ชีวิตของเพื่อนบ้านเราได้ ซึ่งนั่นก็ไม่เป็นผลดี ต้องใจเขาใจเรา จะต้องหาทำเลที่ตั้งที่ไกลออกไปจากตัวชุมชน บ้านเรือน เพื่อไม่ให้กลิ่นรบกวนนั่นเอง

ซึ่งทุกวันนี้ ต้นทุนอาหารสุกรนั้นมีราคาสูงมาก ไหนจะค่ายา ทำให้การเลี้ยงสุกร ไม่ใช่เรื่องหมูๆ อีกต่อไป แต่เรามีเคล็ดลับในการทำอาหารมาฝากค่ะ

การเลี้ยงสุกร

อาหารชีวภาพ

การเลี้ยงสุกรแบบชีวภาพนั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถเลี้ยงสุกรด้วยวิธีนี้ได้ตั้งแต่ลูกสุกรเพิ่งหย่านม ซึ่งจะต้องไม่ให้ลูกสุกรสับสนกับการกินอาหาร ถ้าหากจะให้กินกล้วยดิบ ก็ต้องให้กินกล้วยดิบไปตลอด โดยจะทำการห้วยกล้วยดิบไว้ในคอก ไม่ควรนำกล้วย หรืออาหารวางกับพื้น และจุดให้อาหารควรจะแยกกัน เช่น อาหาร น้ำ กล้วย จะต้องอยู่กับคนละมุม หากมีกลิ่นให้โรยพื้นคอกด้วยแกลบ และราดด้วยน้ำหมักชีวิภาพ จะทำให้ไม่มีกลิ่นที่รุนแรงได้

อาหารชีวิภาพที่สามารถนำมาให้สุกรกินได้ นั่นก็คืออาหารและวัตถุดิบที่สามารถหาได้ง่ายๆ ภายในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ กล้วยดิบ มันสัมปะหลัง ซึ่งโดยเฉพาะมันสัมปะหลังนั้นจะต้องทำการหั่นเป็นเส้นๆ นำไปตากแดดให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันการเป็นเชื้อรา วิธีทำก็คือ ให้นำทุกอย่างมารวมกัน จากนั้นก็ผสมกับน้ำหมักชีวิภาพ จากนั้นก็นำไปให้สุกรกิน ซึ่งอาหารแบบนี้ ทำให้สามารถส่งขายสุกรได้ภายในเวลา 5 เดือน เท่านั้นเอง ถือว่าเป็นอาหารที่ให้ผลดีกับสุกรมากเลยทีเดียว แถมยังไม่เป็นอันตรายอีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจอยากจะเลี้ยงสุกรเหล่านี้ออกขายในตลาด สามารถที่จะลองจากคอกเล็กๆ ดูก่อน ลองเริ่มจากการจัดการคอกเล็กๆ จำนวนสุกรไม่เกิน 10 ตัว เพื่อคิด และคำนวน ไม่ว่าจะเป็นค่าการดูแล ค่าอาหาร ค่าวัคซีน ถ้าหากสามารถเลี้ยงสุกร ผ่านมาตรฐาน และสามารถนำออกขายได้ ในคอกแรกที่เลี้ยง ก็ลองขยับขยาย หาทางทำคอกใหญ่ขึ้น หรือจะทำเป็นฟาร์มเลยก็ได้

ซึ่งบอกเลยว่า คุณสามารถลองก่อน เพื่อดูว่า ในพื้นที่ของคุณ ลักษณะภูมิอากาศที่นั่น เหมาะที่จะเลี้ยงพันธุ์อะไร อาหารที่สุกรกินในพื้นที่ของคุณ กินแล้วให้เนื้อออกมาดีหรือไม่ หากประสบความสำเร็จ สามารถขยาย ทำเป็นฟาร์มใหญ่กันได้เลย และเมื่อผ่านประสบการณ์การทำคอกเล็กมาแล้ว คอกใหญ่ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรแล้วละค่ะ