การปลูกแก้วกาญจนา (Aglaonema) ไม้ประดับที่คนไทยต้องปลูก

การปลูกแก้วกาญจนา (Aglaonema) แบบละเอียด พร้อมขั้นตอนการปลูกแบบถูกวิธี สามารถปลูกเพื่อขาย และสร้างรายได้ ให้กับผู้ที่เพาะปลูก นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ส่วนขั้นตอนการปลูกไม้ประดับแก้วกาญจนานั้นจะเป็นอย่างไรเราไปดูพร้อมๆ กันเลยครับ

การปลูกแก้วกาญจนา

การปลูกแก้วกาญจนา (Aglaonema)

การปลูกแก้วกาญจนาหรือเขียวหมื่นปีจะใช้วิธีการแยกเหง้าปลูกถือเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด เพราะจะได้ต้นที่มีความแข็งแรง เติบโตดี มีลักษณะเหมือนต้นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งวิธีนี้มักทำหลังจากวิธีการเพาะเมล็ดที่มีการปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นต้นพ่อ ต้นแม่พันธุ์ที่มีลักษณะเด่นตามต้องการแล้ว

แต่ปัจจุบันนี้ มีต้นพันธุ์ที่ผ่านการพัฒนาให้มีจุดเด่นต่างๆ ออกขายตามท้องตลาด ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาในการเพาะเมล็ด เพียงจัดหาต้นพันธุ์ตามต้องการมาปลูก ทำการขยายหน่อ และเลี้ยงสักพักก็สามารถจำหน่ายได้แล้ว

แก้วกาญจนา ราคา

ขั้นตอนการปลูก ดังนี้

  • ให้คัดเลือกต้นอ่อนจากต้นพ่อแม่พันธุ์ที่ลักษณะเด่นตามต้องการ โดยมีใบอ่อนแล้ว 3-5 ใบ และมีรากงอกแล้ว
  • ใช้มีดที่คมตัดตรงรอยต่อระหว่างหน่อใหม่กับต้นพันธุ์
  • นำต้นอ่อนปลูกลงกระถาง กลบดินให้ท่วมโคนต้น
  • นำกระถางตั้งไว้ในโรงเรือนหรือบริเวณที่มีแสงแดดรำไร เช่น ใต้ต้นไม้ และรดน้ำให้ชุ่ม
  • รดน้ำทุกวัน วันละครั้ง ระวังไม่ควรรดน้ำให้ชุ่มมาก

ต้นแก้วกาญจนา ออกดอก

การขยายพันธุ์ไม้ประดับแก้วกาญจนา

แก้วกาญจนาหรือเขียวหมื่นปี เป็นพืชที่ชอบขึ้นตามที่ร่ม แสงแดดรำไร ดินมีความชื้นสูง ชอบดินร่วนปนทราย หน้าดินลึก มีอินทรีย์วัตถุสูง อุณหภูมิประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส? สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธี ดังนี้

  1. การแยกหน่อ เป็นวิธีที่นิยมมาก ด้วยการแยกหน่ออ่อนจากต้นแม่มาแยกเพาะในกระถาง และเลี้ยงให้โต หน่อที่แยกปลูกจะแตกออกจากบริเวณโคนลำต้น และมีรากติดแล้วจึงจะสามารถแยกได้
  2. การตอนยอด เป็นวิธีที่ใช้สำหรับต้นที่สูง ยาว โดยการตอนบริเวณส่วนยอด และนำมาปลูกเพื่อให้ได้ต้นใหม่ที่สั้นลง

ฟาร์มแก้วกาญจนา

  • เลือกลำต้นสูง ยาว ที่ต้องการตัดยอดให้สั้น
  • เลือกบริเวณตอนยอด โดยให้มีปริมาณใบที่พอเหมาะตามความต้องการ
  • ตัดก้านใบบริเวณที่จะตอนออกให้ลึกชิดลำต้น ประมาณ 3-5 ใบ ให้พอเหมาะกับถุงขุยมะพร้าวที่ใช้ตอน
  • ใช้มีดกรีดตามแนวยาวลึกเพียงเล็กน้อย ประมาณ 0.5 เซนติเมตร
  • หุ้มด้วยถุงขุยมะพร้าว พร้อมรัดด้วยยางหรือเชือกฟางหัว-ท้าย
  • ประมาณ 20-30 วันรากจะงอก ให้ดูลักษณะสีของรากที่มีสีเหลืองหรือโคนรากออกสีน้ำตาลแล้วสามารถตัดต้นนำเพาะปลูกในกระถางต่อได้

ดอกแก้วกาญจนา

การปักชำยอดแก้วกาญจนา

ใช้สำหรับปักชำในส่วนยอดจากลำต้นมีลักษณะสูงมาก เพื่อให้มีลำต้นที่สั้นลง แต่ยังคงมีใบเหลือติดอยู่ และยังสามารถตัดลำต้นเป็นท่อนๆเพื่อปักชำได้อีก วิธีนี้ ในระยะแรกจะพบว่าใบแก่จะเหี่ยวแห้งเหลือแต่บริเวณส่วนยอด หากการปักชำติด และติดเร็วก็จะทำให้ใบเจริญเติบโตต่อไปได้เหมือนกับต้นเดิม แต่จะเจริญเติบโตไม่ดีเท่ากับการตอนยอดที่ทำให้รากงอกก่อนตัดลำต้น

ต้นแก้วกาญจนา ประโยชน์

การปักชำลำต้นแก้วกาญจนา

  • ตัดต้นพันธุ์ที่มีลำต้นสูงยาวเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร และต้องมีตาติดมาด้วย
  • นำมาปักชำในถุงพลาสติกหรือกระถาง
  • ให้นำทุกวัน วันละครั้ง ประมาณ 50-60 วัน จะแตกยอดบริเวณตาที่ข้อ
  • วิธีนี้จะได้ลำต้นที่ไม่สวยเพราะมีลำต้นเดิมติดอยู่ ลักษณะลำต้นใหม่ไม่ต่อยเจริญเติบโตดีนัก ใบเล็ก และอายุสั้น

ต้นแก้วกาญจนา ความหมาย

การเพาะเมล็ด

เป็นวิธีที่สำคัญมากสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้ลักษณะสายพันธุ์ใหม่ตามต้องการ โดยการผสมเกสรระหว่างเกสรตัวเมีย และเกสรตัวผู้ของต้นพ่อ-แม่ ที่มีลักษณะเด่น

ลักษณะดอกเกสรตัวเมียที่พร้อมในการผสมพันธุ์ จะเป็นดอกที่บานครั้งแรกของวันที่ 1 และวันที่ 2 โดยเฉพาะในช่วงเช้า สังเกตุจากดอกจะมีกลิ่นหอม อาจพบเมือกที่ปลายเกสร และมีขนฟูขนาดเล็กที่เกสร

การผสมเกสรสามารถทำได้โดยใช้แปรงขนอ่อนขนาดเล็กป้ายเขี่ยบริเวณเกสรเพศผู้เพื่อให้เกสรติดที่ขนแปรง และนำมาป้ายเขี่ยใส่เกสรเพศเมีย พร้อมให้หุ้มด้วยกระดาษหรือถุงพลาสติกเพื่อป้องกันการผสมเกสรที่เกิดจากแมลง หลังจากนั้นประมาณ 3-5 วัน

ต้นแก้วกาญจนา ออกดอก

จะพบการติดผลสีเขียวเล็กๆ บนดอก และจะแก่พร้อมเก็บได้ประมาณ 7-8 เดือน ซึ่งผลแก่อาจจะมีสีแดง สีเหลืองหรือสีส้มหรือออกเป็นสีผสม

การเพาะเมล็ดให้เลือกใช้เมล็ดที่สมบูรณ์ และจากต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่น วิธีการนี้สามารถให้ต้นที่เติบโตดี แข็งแรง มีลักษณะเด่นตามต้องการ แต่ต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่าวิธีอื่นๆ ทั้งนี้เกษตรกรหรือผู้ป่วยทั่วไปจะขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้เพื่อหาต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นเป็นของตัวเอง แล้วค่อยมาขยายจากหน่อเพาะเพื่อขายต่ออีกที

แก้วกาญจนา ราคา

การเตรียมดิน และกระถางสำหรับปลูกแก้วกาญจนา

  • ดินที่ใช้ควรเป็นดินร่วนปนทราย
  • ผสมดินกับอินทรีย์วัตถุต่างๆ เช่น ปุ๋ยหมัก มูลสัตว์ เศษใบไม้ แกลบ ขี้เถ้า ในอัตราส่วนระหว่างดินต่ออินทรีย์วัตถุ 1:1 หรือ 2:1
  • ผสมปุ๋ยเคมีสูตร 12-12-0 ขนาด 1 กำมือต่อดิน 1 ถัง
  • นำดินใส่ถุงดำหรือกระถาง เตรียมสำหรับปลูก
  • สามารถปลูกได้เลยครับ