การปลูกสตอเบอร์รี่ สร้างรายได้ดี สำหรับเกษตรกรผู้ปลูก

การปลูกสตรอเบอรี่ ที่หลายคนชื่นชอบ ได้ชื่อว่าเป็นพืชที่ปลูกยาก เนื่องจากในอดีตนั้น ยังมีวิธีการปลูกที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เพราะสตรอเบอรี่นั้นเป็นพืชเมืองหนาว จะต้องทำการปลูกในพื้นที่ ที่มีอากาศหนาว แต่สำหรับในเมืองไทยนั้น เริ่มได้มีการพัฒนาเริ่มมีการปลูกสตรอเบอรี่มากขึ้นแล้ว และผลผลิตนั้นก็ให้ราคาที่ดีมากด้วย

การปลูกสตอเบอร์รี่

รู้จักก่อนทำการ ปลูกสตอเบอรี่

สตอเบอรี่นั้นเป็นพืชในสกุลไม้ดอก ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับกุหลาบ ผลของสตอเบอรี่นั้น สามารถนำมารับประทานได้ ซึ่งในอดีตสตรอเบอรี่ มักจะนำมาปลูกเป็นพืชสำหรับคลุมดิน ให้กับต้นไม้อื่น ๆ

ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อก็เป็นได้ สตอเบอรี่นั้นมีมากกว่า 20 สปีชีส์ และยังมีลูกผสมที่ออกมาอย่างมากมาย แต่สตอเบอรี่ที่ได้รับความนิยมนำมาปลูกในปัจจุบันนั้น คือสตอเบอรี่รีสวน ผลของสตอเบอรี่มีหลากหลายรสชาติ

ซึ่งรสชาติของแต่ละรูปนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ ว่าจะมีรสชาติอย่างไร สตอเบอรี่มีตั้งแต่รสหวานไปจนถึงรสเปรี้ยว สตอเบอรี่นั้นเป็นผลไม้ทางการค้าที่สำคัญ เนื่องจากมีการปลูกกันอย่างกว้างขวาง ทุกสภาพอากาศทั่วโลก

ปลูกสตรอเบอรี่ ในตู้เย็น

สตอเบอรี่นั้น ได้ชื่อว่าเป็นพืชเรียกแขก เนื่องจากผู้ปลูกสตรอเบอรี่นั้น ไม่จำเป็นต้องไปหาตลาดในการส่งออกสตรอเบอรี่ เพราะว่าความต้องการของสตรอเบอรี่ภายในประเทศไทยนั้นมีมากมาย ทำให้ตลาดพ่อค้าคนกลาง หรือตลาดปลายทางสนใจที่จะติดต่อ และตามหาสวน หรือแหล่งผลิตสตอเบอรี่ภายในประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาสตอเบอรี่ไปนำเสนอให้สถานที่ใด ๆ แต่สถานที่นั้น ๆ จะตามหาซื้อสตอเบอรี่ของคุณเอง

จงสบายใจได้เลยว่า หากคุณลงทุนปลูกสตรอเบอรี่คุณจะลดการโปรโมทสวนของคุณลงไปได้มาก และลดต้นทุนในการขนส่ง เพราะมีผู้ที่สนใจเข้ามารับสตอเบอรี่ที่สวน แถมคุณสามารถเปิดสวนสตอเบอรี่ให้เป็นการเยี่ยมชมเชิงเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทำให้ผู้คนรู้จักสวนคุณมากขึ้น เยี่ยมชมสวนคุณมากขึ้น

ทั้งนักท่องเที่ยว และพ่อค้า หรือตลาดอื่น ๆ นั่นเอง ทำให้สวนสตอเบอรี่สามารถมีรายได้ที่นอกเหนือจากการขายผลสตรอเบอรี่ ขายเบี้ยพันธุ์สตอเบอรี่ ยังสามารถขายบรรยากาศภายในสวนได้อีกด้วย เรียกได้ว่าส่วนสตรอเบอรี่นั้น สามารถสร้างเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 วิธีเพาะสตอเบอรี่ ใส่กระดาษทิชชู่

ลักษณะทั่วไปของสตอเบอรี่

สตอเบอรี่นั้น เป็นพืชล้มลุก ซึ่งมีการแตกกิ่งก้านสาขาออกแบบปกคลุมพื้นดิน ใบของสตอเบอรี่นั้น จะรวมกันอยู่ 3 ใบใน 1 ก้าน ขอบของใบสตอเบอรี่จะมีรอยหยัก สตอเบอรี่มีดอกสีขาว ผลของสตอเบอรี่มีก้านยาวเชื่อมกับต้น จะมีเส้นเล็ก ๆ บาง ๆ ออกมากระจายครอบคลุมทั่วทั้งผล

สตอเบอรี่มีกลีบเลี้ยงอยู่บนขั้วของผล เมื่อผลอ่อนนั้น จะมีสีขาว มีสีเหลือง เมื่อสุกแล้วจะกลายเป็นสีส้ม หรือสีแดงรสชาติจะอมเปรี้ยว อมหวาน หรือจะออกหวานไปเลยในบางสายพันธุ์ ขึ้นอยู่กับความสุกของผล และสายพันธุ์ด้วย

เพาะเมล็ดราสเบอรี่

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการปลูกสตรอเบอรี่

– พื้นที่ที่มีระดับความดันจากน้ำทะเล 800 เมตร
– พื้นที่ที่มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 10 ถึง 20-25 องศาเซลเซียส หรือเป็นพื้นที่ที่มีอากาศเย็นทั้งปี
– พื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ เช่น ดินแบบทุ่งหญ้าแพรี่ หรือดินที่ร่วน ดินที่อุดมสมบูรณ์

ฤดูกาลสำหรับการปลูกสตรอเบอรี่

– จะเริ่มทำการปลูกสตรอเบอรี่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมไปจนถึงปลายเดือนตุลาคม
– จะเริ่มทำการเก็บเกี่ยวสตอเบอรี่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนเมษายนของปีถัดไป

เพาะเมล็ดราสเบอรี่

สายพันธุ์ของสตอเบอรี่ที่ีนำมานิยมปลูกในประเทศไทย

– สายพันธุ์พระราชทาน 16
– สายพันธุ์พระราชทาน 20
– สายพันธุ์พระราชทาน 50 สายพันธุ์นี้ เป็นสายพันธุ์ที่ทางมูลนิธิโครงการหลวง ได้มีการส่งเสริมให้มีการปลูกภายในประเทศไทย เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมกันในประเทศสหรัฐอเมริกา และทำการคัดเลือกพันธุ์มาในปี 2536 ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศที่เย็นในปานกลาง มีน้ำหนักต่อผลที่ดี รูปร่างดี สีแดง แข็งแรง ไม่ต้านทานต่อไร แต่ต้านทานต่อแป้งได้ดี
– สายพันธุ์พระราชทาน 70
– สายพันธุ์พระราชทาน 72 สายพันธุ์ นี้ถูกนำเข้ามาจากญี่ปุ่น
– สายพันธุ์พระราชทาน 80 สายพันธุ์นี้ถูกนำเข้ามาจากญี่ปุ่น และมีชื่อว่า Royal Queen
– สายพันธุ์ 329 สายพันธุ์นี้ เป็นพันธุ์ที่ทางกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการส่งเสริมให้มีการปลูกในประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้มาจากประเทศอิสราเอล

ปลูกสตอเบอรี่ในกระถาง

การขยายพันธุ์สตอเบอรี่

การขยายพันธุ์สตอเบอรี่นั้นมีหลากหลายวิธีซึ่งก็ได้แก่

1.การใช้ไหล เป็นการขยายพันธุ์จากต้นไหล ที่สามารถไหลได้ดี
2. การแยกต้น จะแยกจากต้นพันธุ์ที่ออกไหลไม่ดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกสตรอเบอรี่พันธุ์ป่า
3. การใช้เมล็ดจะใช้ในกรณีที่มีการผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่
4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนการผลิตต้นไหลที่ปลอดโรค และสามารถขยายพันธุ์ให้ปริมาณต้นไหลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สภาพพื้นดินสำหรับการปลูกสตรอเบอรี่

เริ่มแรกจากการเตรียมดิน เราจะเริ่มทำการวัดค่า PH ของดิน เพื่อให้รู้ถึงสภาพของดินที่กำลังจะใช้ปลูกสตอเบอรี่ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ สตอเบอรี่นั้นจะชอบดินที่มีค่า pH อยู่ที่ 6-7 เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณ และดินนั้นจะต้องเป็นดินร่วนปนทราย

การปลูกสตรอเบอรี่ ในกรุงเทพ

เมื่อทำการวัดค่าของดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะทำการไถพรวนให้ลึกหมดผาน จากนั้นเราจะทำการตากดินเอาไว้ 7-10 วัน โดยประมาณ จากนั้นเราจะทำการหว่านปูนขาวลงไปบนหน้าดิน ในอัตรา 100 กิโลกรัม และปูนโคโมท์ ในอัตราส่วน 50 กิโลกรัม ลงไปทั่วทั้งแปลง นั้น เพื่อเป็นการไล่แมลงปีกแข็งที่ซ่อนอยู่ในดินให้ออกไป และหลังจากนั้นก็ทำการไถแปรดินให้ละเอียด

เมื่อเข้าสู่เดือนกันยายน ก็เริ่มขึ้นแปลงปลูก แหล่งปลูกนั้นจะมีความกว้าง 60 เซนติเมตร โดยประมาณ มีความยาว 20 – 25 เมตร โดยประมาณ และให้ความกว้างของทางเดินนั้นมีขนาด 50 เซนติเมตร จากนั้นทำการพรวนดินในแปลงปลูก และทำการขุดร่องกลางแปลงประมาณ 1 คืบ

สตอเบอรี่อังกฤษ

จากนั้นให้นำขุยมะพร้าวสับ และมูลไส้เดือนทำการผสมกัน จากนั้นใส่ลงไปในร่อง แล้วทำการกลบดิน นั่นคือการสร้าง ให้เกิดปุ๋ย เกิดฮอร์โมน และน้ำ ซึ่งขุยมะพร้าวจะช่วยดูดซับสิ่งเหล่านั้นเอาไว้รอให้เราปลูกสตอเบอรี่ลงไปนั่นเอง

จากนั้นเราจะใช้พลาสติกคลุมหน้าดินเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้หญ้า และวัชพืชขึ้นโดยจะทำการเจาะรูเป็นวงกลมขนาดพอดีกับต้นกล้า บนหน้าพลาสติก และหลังจากนั้นเราจะเริ่มวางระบบน้ำ แบบสปริงเกอร์ หรือระบบน้ำหยด ก่อนจะทำการวางกล้าลงไปเพื่อเป็นการง่ายต่อการจัดการระบบน้ำ

จากนั้นให้นำต้นกล้าสตอเบอรี่ลงไปปลูกในทันที ไม่จำเป็นต้องลงแปลงอนุบาลเพราะต้นกล้าของสตอเบอรี่นั้น มีความแข็งแรงอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการสังเกตต้นกล้าที่แข็งแรงนั้น จะดูได้จากหลายที่มีอายุ 20 – 25 วัน และรากจะออกมาเต็มถุง สำหรับเพาะชำเป็นจำนวนมาก แสดงว่าต้นกล้านั้นพร้อมที่จะลงดินไปแล้ว

เมล็ดสตอเบอรี่

การให้น้ำให้ปุ๋ยในสตอเบอรี่

ในหนึ่งรางของแปลงปลูกนั้น จะทำการปลูกต้นกล้าทั้งหมด 133 ต้น แบบรองคู่ ซึ่งจะมีระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 30 เซนติเมตร นั่นเอง หลังจากที่ทำการลงกล้าในแปลงปลูกแล้ว จะต้องให้น้ำในทันที โดยที่เราจะให้น้ำ โดยการใช้สปริงเกอร์ ให้จนกว่าแปลงปลูกนั้นจะแฉะ

เพราะสตอเบอรี่นั้น เป็นพืชที่ค่อนข้างชอบน้ำ และสภาวะของพื้นดินนั้น หากเป็นดินปนทรายที่ไม่อุ้มน้ำ จะต้องรดน้ำให้มากขึ้นกว่าปกติด้วย ดังนั้น การให้น้ำนั้นจะให้วันละ 3 ครั้ง คือ เช้า กลางวัน เย็น สำหรับผู้ที่มีดินปนทราย หลังจากทำการปลูกสตอเบอรี่ไปแล้ว 20 วัน ต้นกล้านั้นจะเริ่มตั้งต้นใหม่

ในช่วงนี้เราจะทำการให้ฮอร์โมน สำหรับบำรุงต้นสตอเบอรี่ โดยจะใช้ฮอร์โมนชีวภาพไคโตซาน ของทางสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เพื่อนำมาเป็นการบำรุงดิน บำรุงราก ทำให้ต้นนั้นสมบูรณ์แข็งแรง ออกหาอาหารได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นโมเลกุลที่เมล็ดพืชนั้นสามารถนำไปใช้ได้ในทันที ซึ่งจะใช้ในอัตราส่วน 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเราจะมีการใช้ต่อเนื่องในทุก ๆ 7 วัน จะใช้ร่วมกับปุ๋ยน้ำในสูตร 30-0-0 ของบริษัทแอมเวย์ประเทศไทยจํากัด อัตราในการใช้ในก็คือ 40 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ในทุก ๆ 15 วัน

การปลูกสตรอเบอรี่ ในกรุงเทพ

เมื่อต้นสตอเบอรี่เริ่มมีอายุได้ประมาณ 45 วัน จะเริ่มทำการตั้งช่อดอก ในช่วงนี้จะเริ่มให้ปุ๋ยเม็ดทางดิน ซึ่งจะใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ซึ่งจะเป็นปุ๋ยของตราหัววัวคันไถ และในช่วงนี้ จะต้องทำการลดให้น้ำให้ ให้เหลือเพียงแค่ช่วงเวลาช่วงเช้า และช่วงเย็นเท่านั้น ซึ่งการลดการให้น้ำนั้น จะต้องดูตามสภาพอากาศ และสภาพดินด้วย

ซึ่งหากว่าอากาศแห้งจนทำให้ดินแห้ง ก็จะต้องให้น้ำเพิ่มในช่วงนี้ จะทำการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงด้วย ซึ่งจะทำเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันแมลงปีกแข็ง เพี้ยไฟ หนอน ไรแดง สัตว์เหล่านี้จะเป็นศัตรูตัวฉกาจของสตอเบอรี่ จากนั้นประมาณ 7 วัน สตอเบอรี่นั้น จะเริ่มติดผลจะต้องเพิ่มการฉีดพ่นแคลเซียมโบรอน เพื่อให้ผลผลิตนั้นสมบูรณ์ หรือมีการติดผลมากยิ่งขึ้นนั่นเอง จากนั้นใช้เวลา 7-10 วัน

ผลของสตอเบอรี่ก็จะเริ่มเป็นสีแดง เมื่อเริ่มเป็นสีแดง ก็ควรหยุดใช้สารเคมีทุกชนิด และเตรียมตัวที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นั่นเอง สตอเบอรี่ 1 ต้นนั้น สามารถให้ผลผลิตได้นานถึง 4-5 เดือน ถึงจะสิ้นสุดฤดูกาล แต่ก็จะขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาในช่วงของเดือนมกราคมเป็นต้นไป จะต้องมีการพ่นสปริงเกอร์หมอก ให้ความเย็นกับต้นสตอเบอรี่ เพื่อให้ผลผลิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง

วิธีปลูกสตอเบอรี่ด้วยเมล็ด

การกำจัดวัชพืช

การปล่อยให้มีวัชพืชเกิดขึ้นมาภายในแปลงปลูกของสตรอเบอรี่นั้น จะทำให้มีผลเสียต่อผลผลิต เนื่องจากวัชพืชนั้นเป็นตัวที่คอยแย่งอาหาร แย่งน้ำ ของต้นสตรอเบอรี่ที่เราปลูกเอาไว้ ทั้งนี้วัชพืชยังเป็นแหล่งสะสมโรค และแมลงนั้นจะเริ่มระบาดมาตามวัชพืช และเริ่มทำให้โรคต่าง ๆ เข้าโจมตีต้นสตรอเบอรี่ เราจะต้องหมั่นกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งทำการตัดแต่งกิ่ง ใบ และลำต้น ที่ไม่มีความสมบูรณ์ออก

ซึ่งจะทำการตัดแต่ง และเก็บเอาหน่อไว้เพียงแค่ 6-8 หน่อ และอย่าทิ้งเศษวัชพืช ที่เราทำการกำจัดวัชพืชแล้วทิ้งไว้ในแปลงปลูก เพราจะนั่นจะเป็นแหล่งสะสมโรคชั้นดีเลยทีเดียว เศษวัชพืชนั้นสามารถเก็บรวบรวมใส่กระสอบมัดปากเอาไว้ แล้วก็รอให้วัชพืชสลายตัว จากนั้นก็เอาไปใช้ทำปุ๋ย

ปลูกสตรอเบอรี่ อากาศร้อน

โรค แมลง และศัตรูพืช

สตรอเบอรี่นั้นเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีโรค แมลง และศัตรูมากมายที่เข้ามารบกวน นับว่าระยะที่เป็นกล้า ไปจนถึงระยะที่เก็บเกี่ยว ซึ่งจะต้องทำการป้องกันตั้งแต่ระยะแรก ๆ เลย และเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกระยะของการปลูกสตรอเบอรี่นั้น จะมีศัตรูเข้ามาทำลายหลากหลายชนิด และมีศัตรูพืชจำนวนมาก ซึ่งจะต้องทำการป้องกัน และรักษาโรคให้หาย โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส

การป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดวัชพืช โรค และแมลงเข้ามาทำลายส่วนต่าง ๆ ของต้นสตรอเบอรี่ ซึ่งก็มีหลากหลายวิธี นั่นก็คือ การใช้พันธุ์สตรอเบอรี่ที่มีความต้นทรโรคสูง หรือใช้ต้นไหลที่มีความแข็งแรง ต้นพันธุ์ที่ปลอดโรค ซึ่งสามารถเลือกได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การจัดการระบบต่าง ๆ ที่ดี ทั้งด้านการให้น้ำ ให้ปุ๋ย การใช้วิธีธรรมชาตินั้นเป็นทางเลือกที่ดี แต่สำหรับการใช้สารเคมีนั้น ควรเลือกเป็นการเลือกวิธีสุดท้าย

ปลูกสตอเบอรี่ในถุง

โรคสตรอเบอรี่

โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งจะแสดงอาการออกมาทางใบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ใบสตรอเบอรี่นั้นจะหงิก ใบย่น หรือมีอาการใบผิดรูปร่าง ใบม้วน แถมยังมีลำต้นแคระแกรน ลำต้นเตี้ย ข้อสั้น ทรงพุ่มจะมีใบที่หนา แต่จะมีขนาดใบที่เล็กผิดปกติ ต้นอ่อนแอ และมีการชะงัก การเจริญเติบโต

และให้ผลผลิตที่น้อยลงนั่นเอง แมลงจำพวกปากดูด ได้แก่ เพลี้ยอ่อน ไส้เดือนฝอย เพลี้ยไฟ ซึ่งสัตว์เหล่านี้จะเป็นตัวพาหะของโรค ซึ่งเมื่อเกิดโรคขึ้นมาแล้ว บอกเลยว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้ การตากดินในช่วงแรก ๆ บอกเลยว่าการพลิกดินขึ้นมาตากนั้น ช่วยได้มากเลยทีเดียว

แถมยังช่วยป้องกันไส้เดือนฝอย ที่เป็นตัวพาหะ นำเชื้อโรคไวรัส แถมยังกำจัดศัตรูพืชต่าง ๆ อีกด้วย เมื่อพบว่าต้นสตรอเบอรี่นั้นเริ่มมีอาการแปลก ๆ ให้รีบทำการตรวจสอบอาการต้นอื่น ๆ ในทันที

ปลูกสตอเบอรี่ภาคใต้

การป้องกันกำจัดแมลงพาหะของเชื้อไวรัส

– สารสกัดสะเดา สามารถใช้ทำการฉีดพ่น เพื่อขับไล่ และยับยั้งการกินอาหาร การเจริญเติบโตของเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อนได้
– กับดักกาวเหนียวสีเหลือง วิธีการนี้สามารถทำการดักจับพวกตัวเต็มวัยของแมลงศัตรูพืชต่าง ๆ ได้ เช่น ผีเสื้อต่าง ๆ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน

สูตรผสมของกาวเหนียว

– ยางสน 100 กรัม
– ขี้ผึ้งคาร์นาว่า 10 – 12 กรัม
– น้ำมันละหุ่ง 150 ซีซี.

วัสดุปลูกสตอเบอรี่

วิธีทำกาวเหนียว

เราจะทำการนำน้ำมันละหุ่งใส่ลงไปในภาชนะ แล้วนำไปตั้งไฟให้ร้อน ซึ่งรอให้มีไอขึ้นตรงผิวหน้า แล้วค่อย ๆ ทำการใส่ผงยางสน และขี้ผึ้งคาร์นาว่าลงไป โดยจะค่อย ๆ ใช้พาย ทำการคนให้เข้ากันจนละลายจนหมด ใช้เวลา 5 นาที โดยประมาณ อย่าใช้ไฟแรงมาก จนทำให้ยางสนไหม้

จากนั้นให้นำภาชนะที่เรากวนเอาไว้ ใส่ลงไปในภาชนะที่ใส่น้ำแข็ง เพื่อเป็นการหล่อเย็น ให้กาวเหนียวของเรานั้น เย็นลงอย่างรวดเร็วนั่นเอง จากนั้นทำการบรรจุลงในภาชนะที่มีฝาปิด เก็บเอาไว้ใช้งาน

เครื่องปลูกสตอเบอรี่

วิธีการใช้ก็คือ

หาภาชนะที่ใช้แล้ว เช่น กระป๋องของน้ำมันเครื่อง หรือแผ่นพลาสติกสีเหลือง (ที่ให้ใช้สีเหลือง เพราะสีเหลืองนั้นดึงดูดให้สัตว์ตัวโตเต็มวัยเข้ามาติดกับดักได้) แล้วทำการหุ้มด้วยพลาสติกใส เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนกาวเมื่อกาวแห้งก็สามารถที่จะเปลี่ยนกาวได้สะดวกยิ่งขึ้น

ซึ่งจะใช้แปรงสีฟัน ในการทากาวเหนียวลงไปในภาชนะที่เราเตรียมเอาไว้โดยรอบ แล้วใช้แผ่นเหล็กหนาคครึ่งหุนขนาด 1×3 นิ้ว จากนั้นให้ปาดกาวเหนียวให้บางที่สุด เมื่อเตรียมเสร็จแล้ว ก็ใช้กาวเหนียวเอาไปวางไว้ให้สูงเหนือยอดของต้นสตรอเบอรี่ 1 ฟุต โดยประมาณ

ซึ่งในฤดูหนาวจะเกิดการละบาดของแมลงน้อย อาจจะทำการวางกาวเหนียวเพื่อเป็นการดักจับ 15-20 กับดักต่อ 1 ไร่ แต่ในฤดูร้อน และฤดูฝนนั้น จะมีการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชมาก ให้ทำการวางกับดัก 60-80 กับดัก ต่อ 1 ไร่

สตอเบอรี่สรรพคุณ

การเก็บเกี่ยวสตรอเบอรี่

สตรอเบอรี่นั้นจะเริ่มมีการแทงช่อดอกออกมาประมาณเดือนพฤศจิกายน เมื่ออุณหภูมิมีการลดต่ำลง และช่วงที่แสงของวันนั้นสั้นลง คือ ช่วงหนึ่งเดือนหลังจากเริ่มปลูก เมื่อดอกนั้นเริ่มบาน ก็จะมีการผสมเกสร

แล้วก็ประมาณหนึ่งเดือน ผลนั้นจะเริ่มทยอยแก่พร้อมที่จะให้เรานั้นทำการเก็บเกี่ยว โดยผลสุกมากที่สุดนั้น จะอยู่ในช่วงของเดือนนมีนาคม และจะเริ่มจางลงในประมาณปลายเดือนเมษายน

สตอเบอรี่พจนานุกรม