การปลูกทุเรียน ธุรกิจสร้างรายได้ดีตามแบบฉบับชาวสวน

การปลูกทุเรียน หลายคนนั้นชอบกินทุเรียน แต่หลายคนนั้นก็ไม่ชอบ เนื่องด้วยกลิ่นที่มีเป็นเอกลักษณ์ ที่ทำให้หลายคนนั้นหลงไหล หรือหลายคนอาจจะทนกลิ่นไม่ได้ เนื่องจากทุเรียนนั้นเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นแรง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หลายคนที่ไม่เคยรับประทานอาจจะไม่อร่อย หรืออาจจะแพ้กลิ่นแรงๆ ของทุเรียนก็เป็นได้ แต่กับบางคนนั้น ทุเรียนนั้นเป็นผลไม้ที่สุดยอด จะต้องหารับประทานให้ได้ในทุกๆ ปีเลยละ เนื่องจากทุเรียนนั้นถูกยกย่องให้เป็นราชาของผลไม้เลยทีเดียว

เนื่องจากกลิ่นที่หอมแรง รสชาติที่หวาน หอม อร่อย ทำให้หลายคนนั้นติดใจ และชอบที่จะทานทุเรียนกัน ทุเรียนนั้นเป็นผลไม้ที่ 1 ปี จะมีผล 1 ครั้ง ทำให้การรอคอยความอร่อยนี้ ทำให้มีผลต่อราคาผลของทุเรียนเป็นอย่างมาก และยิ่งสภาพอากาศในทุกๆ วันนี้นั้น บางสวนต้นทุเรียนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม บางสวน ก็ได้รับความเสียหายจากความแล้ง ซึ่งทำให้ทุเรียนนั้น มีคารางามมากๆ ในแต่ละปี ที่มีผลออกมาทำให้หลายคนนั้น สนใจที่จะปลูกต้นทุเรียนออกขายนั่นเอง

การปลูกทุเรียนหมอนทอง

ก่อน ปลูกทุเรียน ไปทำความรู้จักกับทุเรียนกันก่อน

ทุเรียนนั้น จัดว่าเป็นผลไม้ที่อยู่ในวงศ์ฝ้าย เป็นผลไม้ที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นราขาของผลไม้

ทุเรียนนั้น มาจากคำว่า durian เป็นคำมาจากภาษามลายู ซึ่ง คำว่า duri แปลว่าหนาม มารวมกันกับคำว่า -an เพื่อเป็นคำนามตามหลักภาษาของภาษามลายูนั่นเอง ซึ่งทุเรียนนั้นเป็นพืชชนิดเดียวที่ได้มีการปลูกและเลี้ยง ในเชิงการค้าที่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ และนอกถิ่นกำเนิด ซึ่งในทุเรียนชนิด zibethinus ได้มีชื่อมาจากชะมดแผงหางปล้อง หรือViverra zibetha ที่มีความเชื่อจนได้นำชื่อมาตั้ง แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานในการยืนยันแต่อย่างใด ว่าชื่อที่นำมาตั้งนี้ เนื่องจากชะมดนั้นชอบทุเรียนมาก จนมีการนำทุเรียนไปเป็นเหยื่อล่อในการดักจับชะมดนั่นเอง หรืออีกนัยหนึ่ง ทุเรียนอาจจะมีกลิ่นคล้ายๆ กับชะมดก็เป็นได้

ทุเรียนนั้นได้รับความนิยม และมีการบริโภคภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากันตั้งแต่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว แต่ในส่วนของโลกตะวันตกกลับรู้จักทุเรียนมาเพียงแค่ 600 ปี เท่านั้น เริ่มแรกเลย ชาวยุโรปเริ่มรู้จักทุเรียนมาจากบันทึกของนิกโกเลาะ ดา กอนตี (Niccolò Da Conti) ซึ่งเป็นผู้เดินทางไปท่องเที่ยวในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงเวลาคริสต์ศตวรรษที่ 15 ทำให้ได้มีการรู้จักทุเรียนกันเพิ่มมากขึ้น

การปลูกทุเรียนหมอนทอง ภาคใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของทุเรียน

ทุเรียนนั้นเป็นพืชไม้ผลชนิดยืนต้น ไม่ผลัดใบ ลำต้นมีความสูง 25-50 เมตร โดยประมาณ ความสูงนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของทุเรียนด้วย ทุเรียนจะมีการแตกกิ่งเป็นมุมแหลม ปลายของกิ่งนั้นจะตั้งกระจายกิ่งที่บริเวณกลางลำต้นขึ้นไป เปลือกชั้นนอกของลำต้นทุเรียนนั้นเป็นสีเมาแก่ ผิวขรุขระ จะมีการหลุดลอกออกมาเป็นสะเก็ดๆ ไม่มียาง

ใบทุเรียนนั้นจะเป็นใบชนิดใบเดี่ยว เกิดการกระจายไปทั่วกิ่ง ใบทุเรียนนั้นจะเกิดเป็นคู่ๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน แต่อยู่ในระนาบเดียวกัน ก้านของใบนั้นจะมีลักษณะกลมยาว ซึ่งจะมีความยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร โดยประมาณ แผ่นของใบนั้นจะเป็นรูปไข่แถมขอบขนาน ปลายของใบทุเรียนนั้นจะเรียวแหลม มีความยาวอยู่ที่ 10-18 เซนติเมตร ผิวของใบนั้นจะเรียบ และลื่น ที่ใบทุเรียนจะมีไขนวลเคลือบอยู่ ใบด้านบนนั้นจะมีสีเขียว ในส่วนของท้องใบนั้นจะมีสีน้ำตาล มีเส้นใบด้านล่างที่นูนเด่นขึ้นมา ขอบของใบทุเรียนจะเรียบ

ดอกของทุเรียนนั้นจะเป็นดอกชนิดช่อ มี 3-30 ช่อ ที่สามารถเกิดได้ภายในกิ่งเดียวกัน และจะมีการเกิดดอกตามลำต้น กิ่งก้านของทุเรียนนั้นจะยาว 1-2 เซนติเมตร ลักษณะของดอกทุเรียนนั้นจะเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ซึ่งง่ายต่อการผสมพันธุ์ และมีกลีบเลี้ยง กลีบดอก จำนวน 5 กลีบ บางครั้งอาจจะมีมากกว่า เช่น มี 4 หรือ 6 กลีบ นั่นเอง ดอกทุเรียนนั้นจะมีสีขาวหอม ลักษณะของดอกทุเรียนจะมีความคล้ายระฆัง ช่วงระยะเวลาสำหรับการออกดอกนั้นจะมีอยู่ 1-2 ครั้ง ต่อ 1 ปี ช่วงเวลาของการออกดอกนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของทุเรียนที่ปลูก สายพันธุ์ สถานที่ในการปลูกนั่นเอง

โดยทั่วไปแล้วทุเรียนนั้นจะมีผลเมื่อต้นทุเรียนมีอายุประมาณ 4-5 ปี โดยที่จะออกผลมาตามกิ่ง และสุกหลักจากมีการผสมเกสรไปแล้ว 3 เดือน ผลทุเรียนนั้นจะเป็นผลชนิดผลเดี่ยว อาจจะยาวได้มากกว่า 30 เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางที่อาจจะมีมากกว่า 15 เซนติเมตร แต่ละผลนั้น สามารถมีน้ำหนักได้ถึง 1-3 กิโลกรัม ผลจะมีลักษณะเป็นรูปรี ถึงกลม เปลือกของทุเรียนนั้นจะมีหนามแหลม เมื่อผลทุเรียนแก่ จะมีสีเขียว เมื่อสุกมากๆ จะมีสีน้ำตาลอ่อน ร่องที่อยู่ตามผลทุเรียนนั้นเรียกว่าพู

เนื้อของทุเรียนจะมีสีเหลืองอ่อน ไปจนถึงสีแดง ขึ้นอยู่กับชนิดของทุเรียน เนื้อข้างในนั้นจะนิ่ม บ้างก็นิ่มกึ่งแข็ง ทุเรียนมีรสหวาน เมล็ดของทุเรียนมีเยื้อหุ้ม เมล็ดมีลักษณะกลมรี มีเปลือกหุ้มสีน้ำตาล ผิวเมล็ดเป็นผิวเรียบ เนื้อที่อยู่ภายในเมล็ดของทุเรียนจะมีสีขาว มีรสชาติฝาด

ระยะห่างการปลูกทุเรียน

สายพันธุ์ของทุเรียน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเพาะปลูกทุเรียนกันมาตลอดเป็นเวลาหลายศตวรรษกันมาแล้ว ซึ่งการขยายพันธุ์ของทุเรียนในแถบเอเชียตะวันออกเฉพียงใต้นั้นจะนิยมทำการผสมแบบไมอาศัยเพศ ซึ่งจะทำโดยการเลือกเอาต้นที่มีรสชาติที่อร่อยมาทำการขยายพันธุ์โดยใช้วิธีการเสียบยอด ติดตา ทาบกิ่ง และตอนกิ่งนั่นเอง แต่ละพันธุ์นั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป และมีลักษณะเด่นที่ต่างกัน อย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ รูปทรงของผลทุเรียนนั่นเอง เช่น หนาม และรูปร่างของผล เป็นต้น ทำให้ราคาของทุเรียนในแต่ละพันธุ์นั้นมีความแตกต่างกันออกไปตามรสชาติ ความหอมหวาน และราคา ทำให้ผู้บริโภคนั้นได้ทำการเลือกซื้อ เลือกรับประทานกันได้ตามความต้องการ ตามสายพันธุ์ที่ชอบได้เลย

สายพันธุ์ทุเรียนที่มีในประเทศไทย

1. ทุเรียนกลุ่มกบ จะมีลักษณะของใบเป็นรูปไข่ มีขอบขนาน ที่ปลายใบจะมีความแหลมโค้ง ฐานของใบจะกลมมน ทรงของผลทุเรียนนั้นจะมี 3 ลักษณะ คือ ทรงกลม ทรงกลมรี และทรงกลมแป้น หนามของผลทุเรียนจะมีลักษณะโค้งงอ ซึ่งจะจำแนกพันธุ์ออกได้ถึง 46 พันธุ์ เช่น กบวัดเพลง กบตาดำ กบทองคำ กบก้านยาว เป็นต้น

2. ทุเรียนกลุ่มลวง จะมีลักษณะของใบทุเรียนที่เป็นรูปแบบป้อมกลางใบ ส่วนที่ปลายใบจะมีความเรียวแหลม ฐานของใบนั้นจะมีลักษณะแหลม และมน ทรงของผลนั้นจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ทรงกระบอก และทรงรูปรี หนามของผลนั้นจะมีลักษณะเว้า ซึ่งจะจำแนกพันธุ์ออกได้ 12 พันธุ์ เช่น ชะนี สายหยุด ลวงทอง ชะนีก้านยาว เป็นต้น

3. ทุเรียนกลุ่มก้านยาว จะมีลักษณะของใบแบบป้อมตรงส่วนของโคนใบ และปลายใบจะมีลัษณะเรียวแหลม ฐานของใบนั้นจะเรียว ทรงของผลทุเรียนนั้นจะเป็นรูปไข่กลับด้าน และจะมีลักษณะกลม หนามของผลทุเรียนนั้นจะมีลักษณะนูนขึ้นมา ซึ่งสามารถจำแนกพันธุ์ออกได้ 8 พันธุ์ เช่น ก้านยาววัดสัก ก้านยาว ก้านยาวพวง เป็นต้น

4. ทุเรียนกลุ่มกำปั่น จะมีลักษณะของใบที่ยาวเรียว ปลายของใบนั้นจะเรียวแหลม ซึ่งฐานของใบจะมีความแหลม ทรงของใบนั้นจะเป็นทรงขอบขนาน หนามของผลจะมีลักษณะแหลม และตรง ซึ่งสามารถจำแนกพันธุ์ออกได้ 13 พันธุ์ เช่น กำปั่นแดง กำปั่นเหลือง ปิ่นทอง หมอนทอง เป็นต้น

5. ทุเรียนกลุ่มทองย้อย จะมีลักษณะของใบเป็นแบบป้อมปลายใบ ที่ปลายใบจะเรียวแหลม ฐานของใบจะมน รูปทรงของผลจะเป็นรูปไข่ หนามของผลจะมีลักษณะที่นูนปลายแหลม ซึ่งจะจำแนกพันธุ์ออกได้ 14 พันธุ์ เช่น ทองย้อยฉัตร ทองย้อยเดิม ทองใหม่

6. ทุเรียนกลุ่มเบ็ดเตล็ด ซึ่งจะเป็นทุเรียนที่ได้มีการจำแนกลักษณะพันธุ์ได้ไม่แน่ชัดนัก ซึ่งทุเรียนสายพันธุ์นี้ได้มีอยู่มากถึง 83 พันธุ์ เช่น กะเทยกะเทยเนื้อแดง เนื้อขาว กะเทยเนื้อเหลือง

การปลูกทุเรียนแนวใหม่

7. ทุเรียนกลุ่มลา ซึ่งเป็นทุเรียนชนิดไร้หนาม เป็นทุเรียนพันธุ์หายากจากอเมริกา พันธุ์ที่นิยมนำมาปลูกกันมากมีอยู่ 4 พันธุ์ด้วยกัน คือ ชะนี (D123), หมอนทอง (D159),ก้านยาว (D158) และกระดุม ซึ่งทุเรียนนั้นจะมีลักษณะดังนี้

– พันธุ์กระดุม ผลของพันธุ์กระดุมนี้จะมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก มีน้ำหนัก 1 กิโลกรัมโดยประมาณ ผลจะมีลักษณะค่อนข้างกลม ในส่วนของด้านหัว และด้านท้ายของผลจะค่อนข้างป้าน ที่ก้นของผลจะมีบุ๋มลงไปเล็กน้อย หนามจะเล็กสั้น และงอกขึ้นถี่ ขั้วค่อนข้างเล็ก และมีขนาดสั้น ลักษณะของพูนั้นจะเต็มสมบูรณ์ ร่องของพูค่อนข้างลึก เนื้อจะมีลักษณะที่ละเอียด อ่อนนุ่ม มีสีเหลืองอ่อน แต่เนื้อค่อนข้างบาง ส่วนรสชาติจะหวาน แต่จะไม่ค่อยมัน ที่สำคัญจะเละง่ายเมื่อสุกจัด และมีเมล็ดขนาดใหญ่

– พันธุ์ชะนี (D123) จะมีผลขนาดปานกลาง ไปจนถึงใหญ่ น้ำหนักของผล 2.5-3 กิโลกรัมโดยประมาณ ผลของพันธุ์นี้จะมีรูปทรงหวด นั่นก็คือ ตรงกลางของผลนั้นจะป่อง หัวจะเรียว แต่จะมีก้นตัด ส่วนร่องของพูนั้นจะค่อนข้างลึก และเห็นได้ชัด ขั้วของผลจะมีขนาดใหญ่ และสั้น เนื้อจะละเอียด มีสีเหลืองจัดจนเกือบจะเป็นสีจำปา มีปริมาณมาก มีรสชาติหวานมัน ส่วนเมล็ดจะค่อนข้างเล็ก และมีจำนวนเมล็ดที่น้อย

– พันธุ์หมอนทอง (D159) จะให้ผลที่มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนัก 3-4 กิโลกรัมโดยประมาณ รูปทรงของผลนั้นจะมีรูปร่างค่อนข้างยาวมีบ่าผล และปลายผลจะแหลม พูมักจะไม่ค่อยเต็มทุกพู ลักษณะของหนามแหลมสูง ส่วนฐานของหนามจะเป็นเหลี่ยม ระหว่างหนามที่มีขนาดใหญ่นั้นจะมีหนามเล็กๆ แทงแซกขึ้นมาอยู่ทั่วไป ซึ่งจะเรียกหนามเล็กๆ ชนิดนี้ว่า เขี้ยวงู นั่นเอง ก้านของผลใหญ่นั้นจะมีความแข็งแรง ช่วงกลางๆ ของก้านผลไปจนถึงปากปลิงนั้นจะมีความอ้วนใหญ่เป็นทรงกระบอก เนื้อจะมีความหนา สีเหลืองอ่อน มีเนื้อที่ละเอียด เนื้อค่อนข้างแห้งไม่ค่อยชุ่มฉ่ำ และไม่แฉะจนติดมือ มีรสชาติหวานมัน มีเมล็ดขนาดน้อย และลีบเสียเป็นส่วนใหญ่

– พันธุ์ก้านยาว (D158) จะมีผลที่มีขนาดปานกลาง มีน้ำหนัก 3 กิโลกรัมโดยประมาณ รูปทรงของผลนั้นจะมีทรงกลม จะเห็นพูไม่ค่อยชัดเจน พูจะเต็มทุกพู มีหนามขนาดเล็กถี่สั้นสม่ำเสมอทั้งผล ก้านของผลจะมีขนาดใหญ่ และมีความยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ เนื้อจะละเอียด มีสีเหลือง มีความหนาปานกลางๆ รสชาติมีความหวานมัน เมล็ดจะมาก และค่อนข้างใหญ่

การปลูกทุเรียนระยะชิด

ทราบหรือไม่ว่าทุเรียนเป็นพืชสงวน

ซึ่งทุเรียนนั้นได้เป็นหนึ่งในพืชสงวนจำนวน11 ชนิด ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืชปี พ.ศ. 2518 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ในมาตรา 30 ซึ่งได้มีการกำหนดไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดส่งออกซึ่งพืชสงวน แว้นแต่ว่าได้มีการรับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีเสียก่อน และเฉพาะเพื่อนำไปทำประโยชน์ในการทดลอง หรือนำไปใช้ในการวิจัย ในทางวิชาการเท่านั้น ซึ่งหากผู้ใดทำการฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือต้องปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือต้องทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากได้มีการเกรงว่า หากพันธุ์พืชที่ดีเหล่านี้ได้ถูกนำไปปลูกในต่างประเทศแล้ว ก็จะต้องมีการกลับมาเป็นคู่แข่งทางการค้ากับเราได้นั่นเอง

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็คงไม่มีใครทราบ ว่าทุเรียนนั้นเป็นพืชสงวนอีกด้วย ไม่คิดเลยว่า ทุเรียนที่วางขายตามตลาดทั่วไป เราก็ไม่คิดว่าเป็นพืชสงวน ซึ่งนี่อาจจะเป็นความรู้ใหม่ของใครหลายๆ คนก็เป็นได้

วิธีการเลือกซื้อทุเรียน และการเก็บเกี่ยวทุเรียน

ซึ่งหากเราจะเลือกซื้อทุเรียนนั้นก็ตามความชื่นชอบของแต่ละคน บางคนชอบยังไม่สุก บางคนชอบสุก บางคนชอบสุกมากจนเละ ที่เขาเรียกว่า สุกจนเป็นปลาร้า นั่นเอง ซึ่งเราจะมาดูกันว่า ทุเรียนสุกนั้นมีลักษณะอย่างไร

1. สังเกตที่ก้านผล ซึ่งก้านผลนั้นจะแข็ง และก้านผลนั้นจะมีสีเข้มขึ้น เมื่อใช้มือลูบดูจะรู้สึกสากมือ เมื่อจับไปที่ก้านผลแล้วลองแกว่งผลทุเรียน เรานั้นจะมีความรู้สึกว่า ก้านผลของทุเรียนนั้นจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ก้านผลที่บริเวณปากปลิงนั้นจะเริ่มบวมโต จนเห็นรอยต่ออย่างชัดเจน

2. ให้สังเกตที่หนาม ที่ปลายหนามนั้นจะแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะ และหักง่ายนั่้นเอง เมื่อมองลงมาจากด้านบนของผลทุเรียนก็จะเห็นหนามของผลเป็นสีเข้ม หนามของผลจะมีลักษณะแยกกว้างออก ร่องหนามของผลจะห่างออกจากกัน เวลาบีบลงไปที่ปลายหนามเข้าหากัน ก็จะมีความรู้สึกว่ามีความยืดหยุ่น

การปลูกทุเรียนแบบพูนโคน

3. ให้เราสังเกตที่รอยแยกตรงพื้นที่ระหว่างพู ซึ่งผลทุเรียนที่มีความแก่จัดจะสังเกตเห็นว่า จะมีรอยแยกอยู่ที่บนพูได้อย่างชัดเจน แต่จะมีข้อยกเว้นไว้บางพันธุ์ที่ไม่ปรากฏรอยแยกที่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว นั่นเอง

4. จากการชิมปลิง ซึ่งผลทุเรียนที่แก่จัดนั้นเมื่อตัดขั้วผล หรือทำการตัดปลิงออก จะพบว่ามีน้ำใสๆ ที่ไม่ได้มีความข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนที่ยังอ่อน และเมื่อใช้ลิ้นแตะลองชิมดู น้ำใสๆ นั้นจะมีรสหวานค่ะ

5. ทำการเคาะไปยังเปลือก หรือทำการลองกรีดหนามดู ซึ่งเมื่อเคาะเปลือกของผลทุเรียนที่มีความแก่จัดแล้ว ก็จะมีเสียงดังหลวม ๆ เนื่องจากภายในมีช่องว่างระหว่างเปลือก และเนื้อที่อยู่ภายในผล ซึ่งจะมีเสียงหนัก หรือมีเสียงเบาแตกต่างกันออกไป ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับพันธุ์ และอายุของต้นทุเรียนนั่้นเอง

6. คือการปล่อยให้ทุเรียนร่วงลงมาเอง ซึ่งโดยปกติดอกของทุเรียนแต่ละรุ่น ในแต่ละต้นนั้นจะบานในเวลาไม่พร้อมกัน และจะมีช่วงที่แตกต่างกัน โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 10 วัน ซึ่งเมื่อมีผลทุเรียนเริ่มแก่ สุก และร่วงลงมาแล้ว นั่นก็เป็นสัญญาณเตือนแล้วว่า ผลทุเรียนที่เหลืออยู่ภายในรุ่นนั้น ได้แก่แล้ว นั่นก็คือ คุณสามารถเก็บเกี่ยวผลทุเรียนในรุ่นนั้นๆ ได้แล้ว นั่นเอง

7. โดยการนับอายุ ซึ่งเราจะทำการนับอายุผลเป็นจำนวนวัน หลังจากที่ดอกของทุเรียนภายในต้นนั้นเริ่มบาน เช่น พันธุ์ชะนี จะใช้เวลา 100 – 105 วันโดยประมาณ เป็นต้น ซึ่งการนับวัน หรือการนับอายุของผลจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในช่วงเวลาแต่ละปี และขึ้นอยู่กับในแต่ละท้องถิ่นด้วย และยังขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศอีกด้วย เช่น ถ้าปีใดในพื้นที่สวนมีอุณหภูมิเฉลี่ยนั้นจะค่อนข้างสูง ผลของทุเรียนจะแก่เร็วขึ้นกว่าปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำนั่นเอง นั่นก็คือ ปีไหนร้อน ปีนั้นทุเรียนจะสุกเร็วนั่นเอง

การปลูกทุเรียนหมอนทอง ระยะชิด

สรรพคุณทางยาและโภชนาการของทุเรียน

ซึ่งแน่นอนว่าทุเรียนนั้นเป็นผลไม้ที่ใครๆ ก็รู้ว่ามีน้ำตาลสูง แต่ก็ไม่ได้มีเพียงแค่น้ำตาลสูง ซึ่งนอกจากนั้นตาลแล้ว ก็ยังมี โพแทสเซียม วิตามินซี และยังมีกรดอะมิโนซีโรโทเนอร์จิก ทริปโตเฟน และทุเรียนยังเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เป็นอย่างดี

ซึ่งทุเรียนนั้นถือว่าเป็นแหล่งของไขมันสดที่ดีในอาหาร ซึ่งไม่ผ่านความร้อนใดๆ จำนวนหลายชนิด ทุเรียนนั้นมีค่าดัชนีน้ำตาลสูง หรือเรียกได้ว่า เป็นผลไม้ที่มีไขมันมากนั่นเอง ซึ่งหลายคนก็แนะนำว่าให้รับประทานแต่น้อยนั่นเอง ซึ่งนอกจากมีน้ำตาลแล้ว ก็ยังมีไขมัน และกำมะถันอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ไม่ควรรับประทานนั่นเอง เนื่องจากหากทานเข้าไปแล้ว จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดอันตราย แถมยังทำให้ร้อนใน ไม่สบายเนื้อ ไม่สบายตัวอีกด้วย บางท่าน อาจจะถึงกับไข้ขึ้นกันเลยทีเดียว

ที่ประเทศมาเลเซีย ได้ทำการสกัดสารจากใบ และรากของต้นทุเรียน เพื่อนำมาเป็นยาลดไข้ น้ำที่ได้จากการใช้ใบคั้นออกมานั้น นำไปวางบนศีรษะของผู้ป่วย สามารถลดอาการไข้ได้

ส่วนในประเทศไทย ตำราสมุนไพรไทยนั้น ได้ทำการกล่าวไว้ว่า ส่วนต่างๆ ของต้นทุเรียนนั้น สามารถนำมาใช้เป็นยาได้ โดยใบของต้นทุเรียนนั้นมีรสขม และเย็นเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ แก้ดีซ่าน ช่วยในการขับพยาธิ และทำให้หนองแห้งลงอีกด้วย

เนื้อของทุเรียนนั้นมีรสหวาน และร้อน ซึ่งมีสรรพคุณให้ความร้อน ช่วยแก้ในเรื่องของโรคผิวหนัง ทำให้ฝีแห้งได้อีกด้วย ช่วยในการขับพยาธิ ส่วนของเปลือกทุเรียนนั้นมีรสฝาด และเฝื่อน ใช้ในเรื่องของการสมานแผล แก้พุพอง แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ฝี แก้อาการซาง แก้ตาน แก้คางทูม คุมธาตุ และช่วยในเรื่องของการไล่ยุง และแมลงได้อีกด้วย ในส่วนของรากนั้นก็จะมีรสฝาดขม สามารถใช้ในเรื่องของการแก้ไข้ และแก้อาการท้องร่วงได้

การปลูกทุเรียน

วิธีการปลูกทุเรียน

การปลูกทุเรียนนั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี ทั้งการขุดหลุมเพื่อปลูก ซึ่งเหมาะกับพื้นที่ ที่อยู่ในภูมิภาคที่มีความแล้ง หรือค่อนข้างแล้ง และยังไม่มีเรื่องการจัดการระบบน้ำไว้ก่อนที่จะปลูก ซึ่งวิธีนี้ ดินที่อยู่ภายในหลุมนั้นจะช่วยในเรื่องของการเก็บความชื้นได้ดีขึ้น แต่หากในพื้นที่นั้นมีฝนตกชุก พื้นดินมีน้ำขัง หรือพื้นดินชุ่มน้ำ ซึ่งนั่นจะทำให้รากของต้นทุเรียนเน่า และทำให้ตายง่ายขึ้นด้วย ส่วนการปลูกโดยไม่ต้องขุดหลุมนั่นเอง ซึ่งอาจจะใช้ชื่อเรียกว่า ปลูกแบบนั่งแท่น หรือปลูกแบบยกโคกนั่นเอง ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้จะเหมาะกับพื้นที่ฝนตกชุกนั่นเอง ซึ่งวิธีการนี้ จะเหมาะกับการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขังที่บริเวณโคนต้น แต่จะต้องทำการวางระบบน้ำให้ดีเสียก่อนที่จะทำการปลูก ซึ่งต้นทุเรียนนั้นจะเจริญได้ดีกว่าการขุดหลุมนั่นเอง ทั้งนี้จุดสำคัญนั้นก็คือ จะต้องเลือกต้นกล้าที่มีขนาดเล็ก มีการระบายน้ำที่ดี ไม่มีการขดงอ แต่หากจะปลูกต้นที่มีขนาดใหญ่นั้น จะต้องทำการตัดรากที่ขดงอ และแทงออกข้างๆ และก้นถุงให้ออกเสียก่อน รวมทั้งต้องทำที่พรางแสงให้กับต้นทุเรียนที่ปลูกใหม่ด้วย เนื่องจากช่วงแรกๆ จะยังโดนแดดจัดๆ ยังไม่ได้

ฤดูที่เหมาะสมแก่การปลูกทุเรียน

หากคุณมีการวางระบบระบายน้ำได้ดี และจัดการความชื้นของดินได้เป็นอย่างดีแล้ว คุณสามารถปลูกต้นทุเรียนได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม – เดือนเมษายน แต่หากคุณจัดการกับเรื่องน้ำไม่ทัน หรือยังจัดระบบน้ำไม่ได้ ก็เหมาะที่จะปลูกต้นทุเรียนในช่วงต้นฤดูฝนนั่นเอง

การให้น้ำต้นทุเรียน

ต้นทุเรียนนั้นจะต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้ต้องการน้ำมาก จนขัง จนทำให้รากเน่า แต่จะต้องไม่แห้งจนดินแกร่น แต่จะต้องมีความชื้นภายในดินอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

 การปลูกทุเรียนภาคเหนือ ชะนี

การตัดแต่งกิ่งทุเรียน

เมื่อปลูกต้นทุเรียนได้ในระยะเวลาหนึ่งแล้ว จะต้องมีการตัดแต่งกิ่งกันด้วย ซึ่งต้นทุเรียนนั้นจะต้องทำการตัดแต่งกิ่งในช่วงหลังจากที่มีการปลูกต้นทุเรียนไปแล้ว 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง โดยประมาณ เพื่อให้ต้นทุเรียนนั้นมีโครงสร้างใบ และกิ่งที่เป็นทรงที่ดี เป็นทรงพุ่ม ซึ่งการตัดแต่งกิ่งนั้น จะต้องทำโดยการตัดเว้นลำต้นเดี่ยว และเว้นกิ่งประธานกิ่งแรกที่สูงขึ้นมาจากพื้นดิน 1 เมตร โดยประมาณ และให้ไว้กิ่งให้เป็นแนวเรียงกันให้เป็นระเบียบ เพื่อเหมาะแก่การให้ผลของต้นทุเรียน และเพื่อไม่เป็นการบดบังแดดของกันและกันนั่นเอง ซึ่งความสูงของต้นทุเรียนนั้น เราจะรักษาระยะความสูงไว้ให้อยู่ที่ 7 เมตร ห้ามมีความสูงเกินกว่านี้

การใส่ปุ๋ยของต้นทุเรียน

ในช่วงระยะปีแรกหลังจากที่ทำการปลูกนั้น ควรทำการใส่ปุ๋ยที่โคนต้นจำนวน 4 ครั้ง และทำโคน ซึ่งการทำโคน นั้นคือ การกำจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่มด้วยการถากดินรอบนอกของทรงพุ่ม เพื่อมาเอาพูนกลบใต้ทรงพุ่มในลักษณะลาดเอียงให้เทออกจากต้นพันธุ์ และหลักเลี่ยงการถากดินบริเวณโคนที่ใกล้กับลำต้นของต้นพันธุ์ทุเรียน เนื่องจากรากของต้นทุเรียนนั้นจะอยู่ใกล้ผิวดินจะได้รับอันตราย และจะหยุดการเติบโต และทำให้รากที่โคนต้นเน่า ซึ่งจะเริ่มการทำโคน และการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 นั้น หลังจากทำการปลูกต้นทุเรียนไปแล้ว 1 เดือน โดยประมาณ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ เดือนเว้นเดือน

ในการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งนั้น จะใส่ปุ๋ยในปริมาณ ดังนี้ คือ
ครั้งที่ 1 ถึง ครั้งที่ 3 นั้น จะต้องใส่ปุ๋ยคอก ปริมาณ 5 กิโลกรัม ต่อ 1 ต้น
ครั้งที่ 4 ใส่ปุ๋ยคอก ปริมาณ 5 กิโลกรัม ต่อ 1 ต้น ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือจะใส่สูตร 16-16-16 ประมาณ 150-200 กรัม ต่อ 1 ต้น
ซึ่งในปีต่อๆ ไปนั้น ในช่วงเวลาที่ต้นทุเรียนยังไม่ให้ผลผลิต ควรใส่ปุ๋ย และทำโคนอย่างน้อยๆ ปีละ 2 ครั้ง

ในช่วงต้นฤดูฝนและหลังฤดูฝน ควรใส่ปุ๋ยในปริมาณดังต่อไปนี้

ปุ๋ยคอก ใส่ในอัตราเป็นปริมาณบุ้งกี๋ต่อ 1 ต้น ต่อ 1 ปี เท่ากับ 2 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของทรงพุ่ม หรือความยาวเป็นเมตร ซึ่งจะแบ่งการใส่ปุ๋ยออกเป็น 2 ครั้ง ต่อ 1 ปี ยกตัวอย่างเช่น ต้นทุเรียนมีเส้นผ่านศูนย์กลางของทรงพุ่มมีความกล้าง 3 เมตร ควรใส่ปุ๋ยคอกในจำนวนปีละ 6 บุ้งกี๋ หรือจำนวน 13.5 กิโลกรัม แบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง นั่นก็คือ 2.25 กิโลกรัม = 1 บุ้งกี๋ นั่นเอง

ทุเรียนราคา

การใส่ปุ๋ยเคมี

ก็จะมีการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราให้เป็นกิโลกรัม ต่อ 1 ต้น ต่อ 1 ปี เท่ากับขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม แบ่งใส่ 2 ถึง 4 ครั้ง ต่อ 1 ปี ยกตัวอย่างเช่น ต้นทุเรียน 1 ต้น มีเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่มขนาด 3 เมตร ควรใส่ปุ๋ยเคมีปีละ 3 กิโลกรัม แบ่งใส่เป็น 2 ถึง 4 ครั้งต่อปีนั่นเอง

การตัดแต่งดอกต้นทุเรียน

ปลูกต้นทุเรียนแล้ว เมื่อต้นทุเรียนเป็นดอก ก็ต้องมีการตัดแต่งดอกทุเรียน หลังจากที่ต้นทุเรียนออกดอกไปแล้วเป็นเวลา 5 สัปดาห์ เราก็ควรทำการตัดแต่งช่อดอกบนกิ่งที่มีขนาดเล็ก คือต้นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางที่น้อยกว่า 2 เซนติเมตรนั่นเอง หรือดอกที่ไปขึ้นตรงปลายกิ่ง ให้เลือกตัดกิ่งที่เป็นดอกที่อยู่ในรุ่น และอยู่ในกิ่งเดียวกัน ซึ่งตัดให้กิ่งที่มีความยาว 1 เมตร ต่อช่อดอก 3-6 ช่อ แต่ละช่อ จะต้องมีความห่างกัน 30 เซนติเมตร โดยประมาณ

การตัดแต่งผลของทุเรียน

ครั้งแรกที่จะต้องตัดแต่งผลของทุเรียนนั้น ทำได้เมื่อ ผลทุเรียนมีอายุ 4-5 สัปดาห์ นับหลังจากที่ดอกบาน ซึ่งทำการตัดแต่งผลที่มีขนาดเล็ก รูปทรงบิดเบี้ยวไม่ได้รูปสวยงาม และไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการให้ออก เหลือผลทุเรียนเอาไว้ 2-3 ผล โดยประมาณ เท่าจำนวนของผลที่ต้องการที่จะเก็บเอาไว้จริงๆ

ครั้งที่ 2 เมื่อผลทุเรียนมีอายุ 6 สัปดาห์นับหลังจากที่ดอกบาน ซึ่งระยะนี้ ผลของทุเรียนจะมีการขยายผลในด้านยาวของผล สีผิวของทุเรียนจะเขียวสดใส หนามจะมีขนาดปกติเรียว และเล็ก ถ้าตรวจพบผลที่มีสิ่งผิดปกติ และมีขนาดเล็ก มีหนามที่แดง มีแมลง และโรคเข้าทำลาย ซึ่งนี่คือผลที่เราจะต้องตัดทิ้ง

ประวัติทุเรียน

การดูแลหลังจากที่ทุเรียนติดผล

ในช่วงที่ทุเรียนติดผลนั้น จะต้องอยู่ในช่วงเวลาประมาณ เดือนมีนาคม – เดือนเมษายน

1. ทำการตัดแต่งผลครั้งที่ 1 หลังจากที่ดอกบานแล้วให้นับระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ให้ทำการตัดแต่งผลที่มีความผิดปกติ ทำการตัดผลที่บิดเบี้ยวออก

2. การใส่ปุ๋ย หลังจากที่ทุเรียนติดผลแล้ว เป็นระยะเวลา 5-6 สัปดาห์ ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อทำการเร่งการเจริญเติบโตของผลทุเรียน เพื่อทำการเพิ่มคุณภาพของเนื้อทุเรียน ถ้าต้นทุเรียนขนาดความสมบูรณ์ มีใบที่สีซีด ไม่เขียวเข้ม มีใบที่เล็ก ควรให้ปุ๋ยเสริมทางใบ ในช่วงเวลา 5-10 สัปดาห์ หลังจากที่ดอกบานไปแล้ว เพื่อช่วยให้ผลของทุเรียนให้มีการเติบโตขึ้น

3. การควบคุมไม่ให้ทุเรียนนั้นแตกใบอ่อน เนื่องจากหากทุเรียนไปแตกใบอ่อนในช่วงเวลาที่จะต้องติดผล ใบอ่อนของทุเรียน และผลทุเรียนนั้นจะแย่งสารอาหารกัน และจะมีผลเสียแก่ผลทุเรียน เนื่องจากจะทำให้ทุเรียนนั้นอ่อนแอ ผลอ่อนนั้นจะร่วง มีรูปทรงที่บิดเบี้ยว เนื้อจะด้วยคุณภาพ เนื้อแกน ถ้าพบว่าทุเรียนกำลังจะแตกใบอ่อน ให้สังเกตที่เยี่อหุ้มตา จะเริ่มมีการเจริญเติบโต หรือที่เราเรียกว่า ระยะหางปลา

4. การรดน้ำต้นทุเรียน จะต้องทำการรดน้ำต้นทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่ทุเรียนได้มีการติดผลไปแล้ว

5. จะต้องทำการบันทึกช่วงเวลาดอกทุเรียนบาน ในแต่ละรุ่นๆ ของดอกทุเรียน บันทึกทุกต้น พร้อมกับทำเครื่องหมายไว้ที่ต้นทุเรียน เช่น ใช้เชือกสีต่างๆ ผูกใส่ไม้ที่ค้ำกิ่งที่ออกดอก เพื่อจะได้รู้ว่า ดอกของกิ่งนี้คือรุ่นใดนั่้นเอง เพื่อเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว จะได้เก็บเกี่ยวได้ถูกรุ่น

6. ทำการป้องกันแมลง และกำจัดโรค ทำการตรวจสอบ และการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็น โรคหนอนเจาะดอก โรคผลเน่า เพลี้ย ไรแดง เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย

ทุเรียน ประโยชน์

7. การป้องกัน กระรอก และหนู ที่จะเข้ามาทำลาย และกัดกินทุเรียน ซึ่งหากสวนมีสัตว์เข้ามารบกวนชาวสวนจะต้องหาวิธีในการป้องกันไม่ให้ต้นทุเรียนได้รับความเสียหาย

– ทำการเก็บกวาดสิ่งต่างๆ ภายในสวน เก็บกวาดกิ่งไม้ และสิ่งรกร้างรอบๆ สวน เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้เป็นที่อาศัยของหนู และกระรอก
– ตัดกิ่งไม้ที่บริเวณรอบๆ ต้นทุเรียน และต้นไม้อื่นๆ เพื่อไม่ให้หนูวิ่ง หรือมีที่หลบนั่นเอง
– นำแผ่นสังกะสีที่เป็นแบบแผ่นเรียบขนาด 30 เซนติเมตร ยาวตามขนาดของต้นทุเรียน ซึ่งให้นำมาพันรอบโคนต้นทุเรียน เป็นการป้องกันหนูไม่ให้ปีนขึ้นต้นทุเรียนได้
– การป้องกันอีกวิธีหนึ่งก็คือ การห่อ โดยการใช้ถุงพลาสติกใสขนาด 40 x 60 เซนติเมตร ตัดก้นถุง และตัดที่ข้างๆ ยาว 30 เซนติเมตร จากนั้นนำมาห่อทุเรียน ควรห่อให้คลุมตั้งแต่กิ่งไปยังลูกของทุเรียน หลังจากนั้นให้ปล่อยชายถุงให้อากาศถ่ายเทได้ การทำเช่นนี้ จะป้องกันได้ทั้ง นก หนู กระรอก

ลักษณะทุเรียน

สำหรับข้อมูลดีๆ และเคล็ดลับดีๆ เหล่านี้สามารถนำมาเป็นจุดขายทุเรียนของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นที่มาของสายพันธุ์ของทุเรียนภายในสวนของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดลับในการตัดแต่งดอก ในการตัดแต่งผลอ่อนของทุเรียน ในการตัดแต่งกิ่ง หรือจะเป็นเรื่องของการใส่ปุ๋ย ก็สามารถที่จะศึกษาเพื่อนำไปพัฒนาสวนทุเรียน หรือเป็นการเริ่มต้น สำหรับการปลูกทุเรียนของสวนคุณก็ได้ และคุณสมบัติต่างๆ ของทุเรียน สรรพคุณอื่นๆ ของทุเรียน สามารถนำไปต่อยอดเพื่อนำไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ กันเพื่อออกไปขายได้อีกด้วย นอกจากเราจะรอขายทุเรียนในฤดูของทุเรียนแล้ว เราก็จะสามารถทำทุเรียนในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนทอด หรือจะทำเป็นไอศกรีมทุเรียน ก็สามารถทำออกขายได้ด้วย เรียกได้ว่าสร้างรายได้ระหว่างรอขายผลสุกกันได้อีกยาวกันเลยทีเดียว