การปลูกกะหล่ำปลีสีม่วง (Red Cabbage) สร้างรายได้ดีสำหรับเกษตรกร

ปลูกกะหล่ําปลี

วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ และเกษตรกรทุกท่านไปรู้จักกับ การปลูกกะหล่ำปลีสีม่วง โดยทั่วไปการปลูกพืชผักชนิดนี้ก็ปลูกได้ไม่ยาก วิธีขั้นตอนการปลูกง่าย แต่การปลูกต้องได้รับการดูแลแบบละเอียด เพื่อการเจริญเติบโต และผลกำไรจากการขายผัก แถมกะหล่ำปลีสีม่วงยังเป็นพืชผักเศรษฐกิจ

และเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ และยังได้มีการส่งออกไปขายต่างประเทศ คนนิยมนำมาประกอบอาหารหลากหลายชนิด แถมผักชนิดนี้ยังมีประโยชน์และสรรพคุณมากมาย ทำให้ความนิยมในการรับประทานผักชนิดนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการเพราะปลูกนั้นจะเป็นอย่างไรเราไปดูพร้อมๆ กันเลย

กะหล่ำปลีสีม่วง เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุได้นานกว่า 1 ปี มีลักษณะคล้ายกะหล่ำปลีทั่วไป แต่ใบจะมีสีแดงหรือม่วงอมแดง เนื่องจากมีสาร anthocyanin อยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้กะหล่ำเป็นสีแดง ส่วนลำต้นนั้นสั้น ใบสีแดงหนามีนวลขาวๆ ปกคลุม ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงซ้อนกันแน่น ลักษณะของหัวมีรูปร่างกลมหรือค่อนข้างกลม

ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ นิยมนำมาใช้ตกแต่งในจานอาหารให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น หรือใช้เป็นผักสลัด หากนำไปปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนเป็นเวลานานก็จะทำให้กะหล่ำปลีสีม่วงสูญเสียคุณค่าทางอาหารและวิตามินไป

การปลูกกะหล่ำปลีสีม่วง

การปลูกกะหล่ำปลีสีม่วง

ควรเพาะต้นกล้าในถาดหลุม หรือแปลงเพาะ การเพาะในแปลงควรใส่สารป้องกันโรคโคนเน่าลงไปก่อนที่จะปลูก และฉีดพ่นสารป้องกันมดและแมลงที่จะเข้าทำลายกัดกินเมล็ดพันธุ์ด้วย ควรย้ายต้นกล้าไปปลูกหลังจากเพาะมาได้ไม่เกิน 25 วัน

กะหล่ำปลีสีม่วง จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความร่วนซุย มีความชื้นสูง และสามารถระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขัง มีค่าพีเอชของดินระหว่าง 6-6.5 แต่ก็สามารถเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด หรือใส่ปูนขาวลงไปเพื่อปรับสภาพดินให้เหมาะสม และต้องการแสงแดดแบบเต็มวัน

ก่อนย้ายกล้ามาปลูกควรขุดดินตากทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ แปลงที่ใช้ปลูกควรมีความกว้างประมาณ 1-1.5 เมตร ใช้ระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 40×40 ซม. รองพื้นแปลงด้วยปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกในอัตรา 2-4 กก./ตร.ม. ใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 ในอัตรา 30 กรัม/ตร.ม.

หากปลูกในฤดูฝนควรยกแปลงให้สูงกว่าปกติประมาณ 30-35 ซม. เพื่อให้มีการระบายน้ำได้อย่างสะดวก ไม่ท่วมขังในแปลง อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกะหล่ำปลีสีม่วงจะอยู่ระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส ในระยะที่เริ่มห่อปลีและเจริญเติบโตพัฒนาขึ้นควรมีการให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ หากต้นกล้าที่นำไปปลูกตายควรปลูกซ่อมภายใน 7-10 วัน

การปลูกกะหล่ําปลีในกระถาง

การใส่ปุ๋ยกะหล่ำปลีม่วง

ให้ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 และสูตร 21-0-0 อย่างละ 20-25 กรัม/ตร.ม. โดยแบ่งใส่เป็น 3 ระยะ คือ

ครั้งที่ 1 ใส่เมื่อปลูกไปได้ประมาณ 5-7 วัน

ครั้งที่ 2 เมื่อพืชมีอายุได้ 25-30 วัน

ครั้งที่ 3 เมื่อมีอายุได้ 45-50 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเข้าหัว การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอมักจะทำให้กะหล่ำปลีสีม่วงเจริญเติบโตและห่อหัวช้า ได้ผลผลิตไม่ตรงตามความต้องการ

ควรมีการกำจัดวัชพืชไปพร้อมกับการใส่ปุ๋ยด้วยทุกครั้ง หากมีศัตรูพืชเข้าทำลายก็ควรมีการฉีดพ่นสารเคมีเพื่อเป็นการป้องกันและกำจัด ซึ่งกะหล่ำปลีสีม่วงจะมีโรคและศัตรูที่สำคัญคือ โรคราน้ำค้าง โรคโคนเน่า โรคเน่าดำ โรคเน่าเละ เพลี้ยอ่อน ด้วงหมัดผัก หนอนกระทู้ดำ หนอนใยผัก หนอนคืบ หนอนกระทู้ หนอนเจาะยอด

ซึ่งมักจะระบาดในช่วงที่ต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 18-21 วัน ไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยวที่มีอายุประมาณ 90-100 วัน และระยะการเก็บเกี่ยวมักจะขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสายพันธุ์ ซึ่งโดยปกติทั่วไปจะอยู่ที่ 90-100 วัน

ปลูกกะหล่ําปลี กินเอง

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวนั้นจะต้องพิจารณาจากอายุและห่อหัวของกะหล่ำในระยะที่กะหล่ำปลีห่อหัวแน่นที่สุด จะเป็นระยะที่ให้น้ำหนักดีที่สุด แต่ถ้าเลยระยะนี้ไปหัวกะหล่ำจะปริแตกซึ่งเสี่ยงต่อการเสียหายและโรคแมลงจะเข้าทำลายได้ง่ายมาก โดยทั่วไปพันธุ์หนักจะใช้เวลาปลูกประมาณ 100-140 วัน พันธุ์กลาง 73-83 วัน

และพันธุ์เบาประมาณ 63-73 วัน แต่บางครั้งการเก็บเกี่ยวต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดด้วย เช่น ตลาดต้องการกะหล่ำปลีที่มีน้ำหนักหัวเบา ก็ต้องเก็บเกี่ยวตอนหอหัว ยังไม่แน่นเต็มที่

วิธีการเก็บนั้นให้ใช้มีดตัดตรงโคนให้มีใบนอกๆ ซึ่งเผยออกเล็กน้อยหุ้มหัวมาด้วย เพื่อป้องกันความชอกช้ำในการขนส่ง ในกรณีที่กะหล่ำห่อหัวไม่สม่ำเสมอ ต้องทยอยกันตัด ผลผลิตเฉลี่ยสำหรับพันธุ์เบาที่ปลูกกันทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ประมาณ 5-6 ตัน / ไร่

วิธีปลูก กะหล่ําปลีม่วง

ประโยชน์ของกะหล่ำปลีสีม่วง

กะหล่ำปลีสีม่วง เป็นพืชที่อุดมไปด้วยคุณค่าของสารอาหารมากมายหลายชนิด เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม วิตามินซี ธาตุเหล็ก สารซัลเฟอร์ สารอินไทบิน สารเอสเมธิลเมโธโอนิน สารกอยโตรเจน และมีเส้นใยอาหารสูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้หลายชนิด เช่น โรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งในช่องท้อง

ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยระงับประสาททำให้นอนหลับได้ดี ช่วยรักษาโรคกระเพาะ ช่วยทำให้ระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายดีขึ้น กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณตับ ไต ถุงน้ำดี และกระเพาะ เพิ่มการสร้างเม็ดเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ป้องกันการเกิดโรคคอพอก หากใช้ตำพอกบริเวณเต้านมจะช่วยแก้อาการคัดเต้านมของสตรีหลังคลอดบุตรได้

เนื่องจากในกะหล่ำปลีสีม่วงมีสาร goitrogen ที่สามารถเข้าไปขัดขวางให้ต่อมไทรอยด์นำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อย จึงไม่ควรรับประทานแบบสดๆ มากกว่าวันละ 1-2 กก. แต่สารดังกล่าวจะหายไปเมื่อนำไปปรุงให้สุกด้วยความร้อน อาจจะทำให้เราได้รับวิตามินน้อยกว่าตอนยังไม่ปรุงสุกในความร้อน