กระเพรา ผักสมุนไพรช่วยรักษาอาการต่างๆ ของร่างกาย ปลูกขายสร้างรายได้ดี

กระเพรา กระเพรานั้นเป็นผักที่หลายคนนั้นชอบทาน เนื่องจากผักกระเพรานั้นเป็นผักที่หลายคนมักจะสั่งเมื่อไปทานอาหารที่ร้านอาหารตามสั่ง จนหลายคนนั้นเรียกผัดกระเพราว่าอาหารสิ้นคิด ซึ่งผักกระเพราก็ไม่ได้สิ้นคิดอะไรขนาดนั้น เนื่องจากกระเพรานั้น ยังสามารถใช้แก้อาการป่วยได้อีกด้วย เนื่องจากกระเพรานั้นมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่งอีกด้วย และเนื่องด้วย ร้านอาหารตามสั่งนั้น มีเมนูกระเพราที่เรียกได้ว่า ทุกร้านอาหารตามสั่งจะต้องมีเมนูนี้ ทำให้กระเพรานั้นเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก

อีกทั้งต้มยำ ก็ยังต้องใส่ใบกระเพรา กระเพราจึงจำเป็นไม่น้อยเลย ที่จะต้องมีจำหน่ายตลอดๆ ภายในร้านขายผักสด หากใครมีพื้นที่อยากหยิบจับอาชีพนี้เป็นอาชีพเลี้ยงดูตนเอง ทำกำไรให้กับครอบครัวละก็ ไปติดตามวิธีการปลูกกระเพรากันเลยดีกว่า

อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น.ณ ปากน้ำ ท่านได้เรียกผัดกระเพราว่า “กระเพราผัดพริก” ซึ่งเมนูนี้ได้รับความนิยมเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าไม่ยาวนานมากนัก ซึ่งก่อนหน้านี้ ยังไม่มีเมนูนี้ปรากฏ ซึ่งได้มีการประมาณเอาว่า ในช่วงเวลาปี 2490 – 2500 โดยประมาณ กระเพรากำลังได้รับความนิยมจากผู้คน ซึ่งก่อนหน้านี้คนไทยมักใส่ลงไปในแกงเผ็ดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

กระเพรา

ซึ่งก่อนหน้านี้ มีการผัดกระเพราขึ้นแต่ไม่เหมือนกับที่เราทำกันทุกวันนี้ ซึ่งมาจากชาวจีน ได้ทำการดัดแปลง นำใบกระเพรามาผัดกับเต้าเจี้ยวดำ ใส่กระเทียม ใส่พริก จากนั้นเมื่อได้มาก็นำมาโปะกับข้าวสวยร้อนๆ วางไข่ดาวลงข้างบน จากนั้นรับประทาน รสชาติโอชาเลยทีเดียว และแล้ว หลังๆ เต้าเจี้ยวได้หายไปจากสูตรอาหารที่ชื่อว่าผัดกระเพราไปเสียแล้ว เหลือเพียงสูตรตามปัจจุบัน เท่าที่เห็นนั่นเอง

ส่วนคุณรงค์ วงษ์สวรรค์ ได้ทำการเล่าว่า กระเพรานั้นเกิดขึ้นเพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ได้ทำการแวะไปยังร้านอาหารในแถบบางแสนในช่วงเวลาดึก ซึ่งในคืนนั้น ทางร้านนั้นบอกว่าขอหมด วัตถุดินที่จะใช้ปรุงอาหารนั้นหมดแล้วไม่เหลืออะไรจะทำอาหารให้แล้ว แต่ด้วยความหิวโหยของเหล่านักท่องเที่ยว ที่ต้องการทานอาหารสักจาน ณ เวลานั้น ก็บอกเลยว่า เมนูอะไรก็ได้หมดช่วงเวลานี้ จึงได้ทำการรบเร้าพ่อครัวอย่างไม่ลดละด้วยความหิว

ในที่สุด พ่อครัวก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี กับการมาครั้งนี้ของนักท่องเที่ยวผู้หิวโหย จึงทำการเดินเข้าครัวไปหยิบเนื้ออะไรสักอย่าง ที่ได้มาแบบเหลือๆ จากในครัว โยนลงไปในกระทะ จากนั้นก็ทำการผัดกับใบกระเพราเพื่อขอไปที เสร็จจานนี้คงได้ปิดร้านพักผ่อน เรียกได้ว่า รสชาติจะออกมาเป็นแบบไหนนั้น พ่อครัวก็ไม่ทราบได้

เนื่องจากผัดไปให้เสร็จไปเสียที ไม่อยากร่ำไรกับเหล่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ แต่เมื่อนำไปเสิร์ฟแล้ว ปรากฏว่า รสชาติที่ออกมานั้น กลับถูกปากถูกคอเหล่านักท่องเที่ยวเสียเหลือเกิน ซึ่งทำให้นั่นก็คือที่มาของ ผัดกระเพรา ที่เรารับประทานกันในทุกวันนี้นั่นเอง

วิธีการปลูก กระเพรา

ในส่วนของ คุณ กิเลน ประลองเชิง ได้กล่าวไว้ว่า ต้นตำรับผัดกระเพรานั้นอยู่ที่ ร้านชัยวัฒน์ กลางตลาดแม่กลอง ปี 2500 โดยประมาณ ก็นับว่าอยู่ในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เมื่อทำการค้นหาเรื่อยๆ เมนูผัดกระเพรานั้น ก็ได้มีปรากฏขึ้นในยุคของ จอมพล ป. หรืออาจจะมีมาตั้งแต่ราวๆ รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา

ซึ่งในรัชกาลที่ 7 นั้น อาจจะมีการทำเมนูผัดกระเพราเพื่อรับประทานอยู่ แต่เนื่องด้วยว่ายังไม่ได้มีความแพร่หลายอย่างเช่นทุกวันนี้ แต่ในช่วงสมัยของ จอมพล ป. ได้มีการจัดการแข่งขันประกวดอาหารประจำชาติไทยขึ้นมา ซึ่งจากการแข่งขันครั้งนั้น ก็ได้มีการบรรจุให้เมนู ผัดไทย ก๋วยเตี๋ยว ผัดกระเพรา เป็นอาหารประจำชาติไทย

เรียกว่า วัฒนธรรมการกิน : กินแบบชาตินิยมสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั่นเองกาพย์เห่ชมเครื่องคาว – หวานบทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 ซึ่งจะไม่มีเมนูอาหารคาว ที่เป็นเมนูชนิดแบบผัดเลยแม้แต่ใน พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ของรัชการที่ 5 ก็ได้มีการกล่าวเมนูอาหารผัดเพียงเมนูเดียว

นั่นก็คือ ผัดผักกาด นั่นเอง ซึ่งทาง รัชกาลที่ 5 ท่านได้ให้ทางพ่อครัวที่เป็นชาวจีน เข้มาทำงานภายในวัง ในช่วงที่ท่านอยากเสวยเมนูอาหารผัดเมนูนี้นั่นเอง

เรียกได้ว่า เมื่อพูดถึงกระเพรา ที่เป็นอาหารประจำชาติไทยแล้ว ยังได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอาหารผัดอีกด้วย เนื่องจากเพิ่งจะได้ทราบกันว่า เมนูอาหารผัดนั้น ไม่ได้อยู่ในตำราเมนูอาหารไทยแต่โบราณ แต่อาหารเมนูผัดนั้น เป็นอาหารที่เหล่าชาวจีน ได้นำเข้ามาในประเทศไทย ทำให้เมนูผัดนั้น มีความแพร่หลาย หลากหลาย ให้เราได้มีเมนูผัดหลากหลายเมนูเกิดขึ้นตามมานั่นเอง

ขั้นตอนการปลูก กระเพรา

ซึ่งในอดีตนั้น อาหารไทยนั้น จะมีมีเมนูผัด เนื่องจากหากเราเห็นอาหารไทยในสมัยก่อนนั้น จะยังไม่มีเมนูผัดต่างๆ เข้ามาในประเทศ หรือเข้ามาในเมนูอาหารไทยแบบดั้งเดิม ซึ่งเมนูผัดนั้น มาจากชาวจีนเป็นผู้ที่นำเมนูผัดๆ นั้นเข้ามายังประเทศไทยนั่นเอง ซึ่งจะสังเกตุได้จาก

กระเพรานั้นหาที่มา และหาต้นตอความเป็นมาได้ไม่แน่ชัดเท่าไหร่นัก เนื่องจากหลายตำราเก่าๆ ของไทยนั้น หลายคนลองค้นหาดูแล้ว กลับไม่เจอเมนูอาหารใดๆ ที่ใช้ใบกระเพราในการใส่ หรือปรุงเข้าไปในอาหารเลย อย่างเช่น ตำรับสายเยาวภา ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำอาหาร ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ก็ไม่มีปรากฏให้เห็นว่ามีการใช้กระเพราในการปรุงอาหาร หรือว่าจะเป็น ตำราบางเล่มของ ม.ล. เติบ ชุมสาย ก็ไม่พบว่าใช้กระเพราปรุงอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็มีการพบว่า เรามักจะใส่ใบกระเพราลงไปในแกงป่า หรือแกงเผ็ด แกงอะไรที่มีเครื่องแกง หรือเครื่องแกงที่เผ็ด มักจะมีใบกระเพรารวมเข้าไปเป็นผักในนั้นด้วย และมักจะเป็นจำพวกแกงปลา หรืออาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่มีเมือกมาก เนื่องจากกระเพราจะช่วยในเรื่องของการลดกลิ่นคาวนั่นเอง หรืออาหารที่ต้องการความเผ็ดร้อน ก็มักจะพบว่ามีการใส่กระเพราลงไปในนั้นด้วยเช่นกัน

ประโยชน์ของ กระเพรา

ตามตำราอาหารของผู้ดีนั้น ไม่ค่อยมีอาหารที่เป็นพวกเผ็ดร้อนมากนัก รึอาจจะเป็นความไม่นิยม ของเหล่าผู้ดีที่จะไม่ค่อยทานอาหารรสจัด หรืออาหารจำพวกเผ็ดร้อนกัน ซึ่งในอดีต กระเพรานั้นอาจจะเป็นอาหารของเหล่าคนที่ต้องการใช้แรงงานมากๆ หรือผู้ที่กำลังหิวโหย เนื่องจากเป็นผักที่มีรสเผ็ดร้อน อาหารเผ็ดร้อน ช่วยกระตุ้นการทำงาน และพลังงาน หรือจะเป็น อาหารที่ทำออกมาเพื่อเป็นกับแกล้ม ก็มักจะมีกระเพราอยู่ในนั้น

หรืออาจจะเป็นไปได้ว่า อาหารที่ไม่มีใบกระเพราอยู่ในการปรุงนั้น เมื่อก่อนอาจจะเป็นการปรุ่งที่ไม่มีใบกระเพรา แต่ในปัจจุบันนั้น อาจจะมีการวิวัฒนาการมาเป็นการผัดแบบคั่วน้ำขลุกขลิกก็เป็นได้ และได้พัฒนามาเป็ฯการผัดที่แห้ง และเนื้อสัตว์อื่นๆ ไม่ใช่เนื้อสัตว์ที่ไม่ค่อยมีความคาว หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่เป็นเมือก แต่เป็นเนื้อวัว หรือเนื้อหมู เนื้อไก่นั่นเอง

จนกระทั่งมาจนถึงปัจจุบัน กระเพรานั้นได้กลายพันธุ์มาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้ประกอบอาหารต่างๆ นานา ทำให้กระเพราเข้ามามีบทบาทกับอาหารไทยมากขึ้นนั่นเอง

กระเพราหมูกรอบ

ได้มีการพัฒนาการของการใส่กระเพราะลงไปในอาหาร จนทำให้ผัดกระเพรานั้น กลายเป็นอาหารประจำชาติไทยไปเสียแล้ว เนื่องด้วยเดินไปตามร้านอาหารตามสั่ง หรือร้านอาหารทั่วไป เมนูหลักๆ ของร้านนั้น ไม่ใช่ต้มยำกุ้งอย่างที่ใครๆ เข้าใจ แต่จะเป็นผัดกระเพรานั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็น ผัดกระเพราหมู ผัดกระเพราไก่ ผัดกระเพราปลาหมึก ผัดกระเพรารวมมิตร ซึ่งเมนูเหล่านี้ มีผู้คนสั่งมากมายหลายจานต่อวัน ทำให้เรียกได้ว่า เป็นอาหารของคนสิ้นคิดก็ไม่ผิดแปลก แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบการทานอาหารรสจัด เผ็ดร้อน และอร่อย ก็คงหนีไม่พ้น ผัดกระเพรา ในร้านอาหารตามสั่งแน่นอน

นอกจากนี้กระเพรายังเป็นที่นับถือของคนอินเดียอีกด้วย เนื่องจากประเทศไทยของเราที่มีกระเพราเป็นเมนูหลักตามร้านอาหารตามสั่งแล้ว ประเทศอินเดียยังขาดกระเพราไม่ได้เช่นกัน นอกจากคนอินเดียจะไม่รับประทานกระเพราแล้ว คนอินเดียยังทำการบูชากระเพราให้เป็นไม้มงคลอีกด้วย กระเพราเป็นไม้แห่งพระแม่ลักษมี ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ตุลสี”

ชาวอินเดียมีการบูชากระเพรากันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการห้ามเด็ด ห้ามรับประทาน ซึ่งคนไทยที่อยู่ในประเทศอินเดียนั้นก็มักจะไปเจอกระเพราตามมุมเมืองต่างๆ ของอินเดีย แล้วก็ไปเด็ดกระเพราเขามารับประทาน นั่นอาจจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเขาบูชากระเพรากันอยู่ และไม่มีใครเขาเด็ดกระเพราไปรับประทานกันด้วย หากพบชาวอินเดียที่เข้าใจความเป็นคนไทย ว่าชาติเรานั้นรับประทานกระเพรา ก็แล้วไป แต่ถ้าไปเจอคนที่เขาไม่เข้าใจ นั่นก็อาจจะเรียกได้ว่าแย่แล้วนั่นเอง

ถือเอาไว้ว่าเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับใบกระเพราแล้วกันนะคะ สำหรับใครที่คิดจะไปอยู่ที่ประเทศอินเดีย พวกเขาไม่รับประทานกระเพรากันนะคะ หากคุณคิดอยากจะผัดกระเพราไก่ไข่ดาวละก็ คุณจะต้องแอบเด็ดไม่ให้เขาเห็นนะ ไม่อย่างนั้น อาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาก็เป็นได้

ต้นกะเพรา

กระเพรานั้นนิยมปลูกกันในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนานแล้ว ซึ่งกระเพรานั้นมักจะถูกใส่ลงไปในอาหารเพื่อเป็นการดับความคาวของเนื้อสัตว์ที่เราใส่ลงไปในอาหารนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นหัวคิดของคนโบราณที่พยายามหาสิ่งที่มาหักล้างกัน เนื่องจากอาหารที่เราทำขึ้นนั้น หากมันคาว เราจะต้องหาสิ่งมาดับคาว คนโบราณจึงใช้ใบกระเพรา ตะไคร้ มะกรูด พริก ขิง มาเป็นตัวดับความคาวของเนื้อสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปลา ปลาหมึก หอย หรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่มีความคาว ก็สามารถดับกลิ่นคาวนั้นลงไปได้

ซึ่งนอกจากใบกระเพรานั้นจะช่วยในเรื่องของการดับความคาวแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการบำรุงร่างกายอีกด้วย เนื่องจากกระเพรานั้นจัดว่าเป็นพืชสมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่ง ที่มีรสเผ็ดร้อน ช่วยในเรื่องของเลือดลม แถมยังมีกลิ่นที่หอมรุนแรง ทำให้การใส่ใบกระเพราลงไปในอาหารจำพวกเผ็ดร้อน จึงไปช่วยในการชูรสของอาหารให้น่ารับประทานขึ้นมานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเมนู แกงป่า แกงเลียง แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ผัดกระเพรา หอยนึ่ง ก็ใส่ใบกระเพราลงไปทั้งนั้น ยิ่งใส่ ก็ยิ่งหอม ทำให้ชวนน้ำลายไหลเสียจริงๆ

กะเพราแดง

กระเพรา เริ่มต้นก่อนปลูกอย่างไรดี?

กะเพรา คือชื่อที่เราเรียกกันโดยทั่วไป แต่กระเพรานั้นยังมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum sanctum อีกด้วย กระเพรานั้นเป็นต้นไม้ประเภทล้มลุก ที่มีการแตกกิ่งก้านสาขาออกไปรอบๆ ด้าน มีความสูง 30-60 เซนติเมตรโดยประมาณ นิยมนำเอาใบของต้นกระเพรามาประกอบอาหารในเมนูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผัดกระเพรา ที่ใครหลายๆ คนชื่นชอบนั่นเอง

กระเพรานั้นมีอยู่ 3 พันธุ์ นั่นก็คือ

1. กระเพราขาว
2. กระเพราแดง
3. กระเพราลูกผสม ระหว่างกระเพราแดง และกระเพราขาว

กระเพรานั้นยังมีชื่อสามัญชื่ออื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่

1. เชียงใหม่ – กอมก้อดง, กอมก้อ
2. แม่ฮ่องสอน – ห่อกวอซู, อิ่มคิมหลำ, ห่อตูปลู
3. กะเหรี่ยง – ห่อตูปลู, ห่อกวอซู
4. เงี้ยว – อิ่มคิมหลำ
5. ภาคกลาง – กะเพราขาว, กะเพราขน, กะเพราแดง
6. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – อีตู่ข้า

ลักษณะของต้นกะเพรา

ต้นกะเพรานั้นเป็นไม้พุ่มที่มีทรงเตี้ย จะมีความสูงของลำต้นอยู่ที่ 1-3 ฟุตโดยประมาณ ต้นกะเพรานั้นจะค่อนข้างแข็ง แตกกิ่งก้านออกไปรอบๆ ก้านของต้นกะเพรานั้นจะมีขนอ่อนๆ รายล้อมลำต้นเอาไว้ ก้านใบนั้นจะมีความยาวพอสมควร รูปร่างของใบนั้นจะเรียว โคนใบนั้นจะมีลักษณะรูดเรียว ปลายจะโค้งมน รอบๆ ขอบของใบนั้นจะหยัก พื้นใบด้านหน้าจะมีสีเขียว หรือสีแดงแก่กว่าด้านหลัง ซึ่งใบนั้นจะมีกระดูกใบนูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด

ดอกนั้นจะออกมาเป็นแบบช่อๆ ตั้งขึ้นหลายๆ ลักษณะของฉัตร ดอกนั้นจะออกมาที่บริเวณปลายของยอด และจะออกมาในส่วนปลายของกิ่ง ดอกย่อยของกระเพรานั้นจะมีขนาดเล็ก รูปคล้ายกับระฆัง กลีบของดอกนั้นจะมีทั้งแบบชนิดที่เป็นสีขาวลายม่วงแดง หรือสีขาวล้วน เมล็ดของกระเพรานั้นจะมีอยู่ภายในกลีบ ซึ่งกลีบเลี้ยงของดอกนั้นจะมีสีม่วง ผลกระเพราเมื่อแห้งแล้วจะแตกออก เมื่อเมล็ดแก่จัดจะมีสีดำ เมื่อนำไปแช่น้ำแล้วเปลือกที่หุ้มเมล็ดอยู่จะพองออกเป็นเมือกใสๆ หุ้มเมล็ดอยู่ มีลักษณะคล้ายกับเมล็ดแมงลักนั่นเอง

กะเพรา ชื่อวิทยาศาสตร์

สรรพคุณของกระเพรา

อย่างที่บอกไปแล้วว่า กระเพรานั้นเป็นสมุนไพรไทยชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติด้านยาอยู่ภายในตัว ซึ่งสามารถนำต้นกระเพราไปใช้แก้อาการต่างๆ ได้มากมาย เช่น

1. ใบกระเพรา ใช้บำรุงธาตุไฟ ช่วยในเรื่องของการขับลม แก้อาการปวดท้องอุจจาระ แก้อาการจุกเสียด แก้ลมตานซาง แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้โรคบิด ได้ดี

2. เมล็ดกระเพรา เมื่อนำเมล็ดกระเพราไปแช่น้ำก็จะมีการพองตัวเป็นเมือกขาวๆ ออกมาหุ้มเมล็ดไว้ ซึ่งนั่นสามารถใช้พอกที่บริเวณตาได้ เมื่อมีอาการตามีผง หรือฝุ่นละอองเข้าตา ฝุ่นผงเข้าตา หรือผง นั้นจะออกมานั่นเอง ซึ่งการใช้เมืองนี้พอกบริเวณตา จะทำให้ตาของเราไม่ช้ำ เมื่อนำเอาผงเหล่านั้นออกจากตานั่นเอง

3. รากกระเพรา รากของกระเพรานั้น ใช้รากที่แห้งแล้ว นำไปชง หรือนำไปต้มกับน้ำสะอาด จากนั้นใช้รับประทานเพื่อแก้โรคธาตุพิการ

4. น้ำสกัดทั้งต้นของกระเพรานั้นมีฤทธิ์ช่วยในเรื่องของการบีบตัวของลำไส้ สามารถรักษาแผลที่อยู่ภายในกระเพาะอาหารได้ ในใบของกระเพรานั้นจะมีฤทธิ์ช่วยในเรื่องของการขับน้ำดีอีกด้วย ช่วยในเรื่องของการย่อยไขมัน และลดอาการจุกอกได้อีกด้วย

5. ใบกระเพรา และกิ่งของกระเพราสด เมื่อนำมาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยด้วยการต้มกลั่น หรือเรียกวิธีนี้ว่า hydrodistillation ก็จะได้น้ำมันหอมระเหยออกมาร้อยละ 0.08-0.10 ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ จะมีราคา 10,000 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม เลยทีเดียว

6. ช่วยในเรื่องของการแก้ลม แก้จุกเสียดในท้อง ขับลม แก้อาการปวดท้อง เป็นยาธาตุ แก้อาการท้องขึ้น ใช้รักษาโรคของเด็ก คือ สามารถนำใบกระเพรามาทำการตำ แล้วละลายกับน้ำผึ้ง ใช้หยอดให้เด็กแรกเกิดกิน นั่นเรียกว่าถ่ายขี้เถ้า หรือตำแล้วทำการบีบเอาน้ำไปผสมกับมหาหิงค์ ใช้ทารอบๆ สะดือ ช่วยแก้อาการปวดท้องของเด็กๆ นำไปปรุงเป็นยาผงสว่นมานั้นจะใช้เฉพาะในส่วนของใบกระเพรา หากแห้งของกระเพรานั้นจะนำไปชงกับน้ำร้อน ใช้ดื่มเพื่อแก้อาการธาตุพิการ เป็นยากันยุงได้อีกด้วย และใบกระเพรา กับดอกกระเพรานั้นยังสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้อร่อยอีกด้วย

กะเพรา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

7. ใช้เป็นยาช่วยในเรื่องของการขับลม แก้อาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย โดยจะใช้ยอดกระเพราสดๆ ปริมาณ 1 กำมือ โดยประมาณ นำไปต้มพอให้เดือด แล้วดื่มเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำ พบว่าจะมีฤทธิ์ในเรื่องช่วยขับลม เกิดจากน้ำมันหอมระเหย และสาร ที่มีชื่อว่า Eugenol ซึ่งมีฤทธิ์ในเรื่องของการขับน้ำดี ช่วยในเรื่องของการย่อยไขมัน และลดอาการจุกเสียดนั่นเอง

ซึ่งสรรพคุณของกระเพรานั้นก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าสมุนไพรอื่นๆ เลยทีเดียว ซึ่งกระเพรานั้นจะช่วยในเรื่องของกระเพาะ เรื่องของการขับลม ปวดท้องเสียส่วนใหญ่ ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับท้องไส้ ชอบปวดท้อง ท้องเฟื้อ ก็สามารถปลูกกระเพราไว้ใช้สักต้น สองต้น เพียงแค่นี้ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว เนื่องจากกระเพรานั้น ปลูกง่าย ดูแลง่าย ดินลักณะใดก็ขึ้นง่ายนั่นเอง

และไม่น่าเชื่อว่า กระเพรานั้น นอกจากจะเป็นผักที่เป็นสมุนไพรไทย ที่มีคุณสมบัติทางยามากมาย ที่สามารถหารับประทานได้ไม่ยาก แถมปลูกและดูแลได้ง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่มากมายนักแล้ว กระเพรานั้นก็ยังได้ถูกจัดให้เป็น The Queen of herbs หรือ ราชินีแห่งสมุนไพรนั่นเอง หรือที่เรียกกันว่า ยาอายุวัฒนะ หรือยาอายุวัฒนะ นั่นเอง

ซึ่งในต่างประเทศนั้น ได้มีการใช้ใบกระเพราในการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับเลือดลม กระเพาะกันอย่างกว้างขวาง มากกว่าที่ประเทศไทยเราเสียอีก เนื่องจากประเทศอื่นๆ นั้น มีความนิยมใช้กระเพราในการรักษา สำหรับอินเดีย ใช้สำหรับบูชา แต่ประเทศไทย ใช้เป็นอาหาร ละยังเป็นเมนูประจำชาติไปอีกด้วย เรียกได้ว่า กระเพราแค่นี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ เลยนะคะ

 

ผัดกะเพรา

การเลือกพื้นที่สำหรับการปลูกกะเพรา

กะเพรานั้นอย่างที่รู้ๆ กันว่าเป็นพืชล้มลุก ที่มีอายุเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 1-2 ปี โดยประมาณ ซึ่งปลูกครั้งเดียว ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เรื่อยๆ ในระยะเวลาห่างกันเพียงแค่ 15-20 วัน ซึ่งการเลือกพื้นที่สำหรับการปลูกนั้นควรที่จะเป็นพื้นที่ดอน แต่ให้อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ สามารถนำเอาน้ำมาใช้รดได้สะดวก ไม่มีปัญหาเรื่องของน้ำท่วมขัง เนื่องจากกระเพรานั้นสามารถขึ้นได้ดีในดินทุกๆ ชนิด

แต่จะชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี เป็นดินที่ร่วนซุย มีการระบายน้ำได้ดี อยู่ใกล้ที่พักอาศัยก็จะดีมากๆ และไม่ควรอยู่ห่างไกลจากตลาด หรือสถานที่ส่งขาย เนื่องจากผลผลิตจะได้สด ส่งถึงมือได้เร็ว และไม่เปลืองค่าจัดส่ง หรือค่าขนส่งอีกด้วย และต้องมีการเดินทางที่สะดวก เพื่อสะดวกต่อการค้าขาย หรือมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อ จะได้ขายคล่องๆ นั่นเอง

การปลูกต้นกระเพรา

การปลูกต้นกระเพรานั้นมีทั้งแบบที่ทำการปลูกภายในแปลงที่ใหญ่ และการปลูกแปลงที่เล็ก หรือจะเรียกว่า ปลูกไว้รั้วบ้าน เพื่อรับประทานนั่นเอง ซึ่งการปลูกสำหรับเอาไว้รับประทานในบ้านนั้น ก็สามารถปลูกได้ภายในพื้นที่เล็กๆ หรือปลูกในกระถางก็สามารถทำได้ สามารถเลือกวิธีการปลูกได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการแยกกล้าปลูก หรือการหว่านเมล็ด ซึ่งมีขั้นตอนการปลูกดังต่อไปนี้

1. การปลูกในแปลงที่มีขนาดใหญ่

การเตรียมกล้าพันธุ์กระเพรา

การเตรียมกล้าพันธุ์ของต้นกระเพรานั้นเราจะใช้วิธีการหว่านเมล็ดลงไปภายในแปลงเพาะกล้า ที่มีขนาดตามปริมาณที่เรานั้นต้องการปลูก ด้วยการไถที่บริเวณหน้าดินให้ลึก ตามความต้องการ และความเหมาะสม จากนั้นก็ทำการกำจัดวัชพืชรอบๆ และภายในแปลงปลูกด้วย จากนั้นก็ทำการหว่านกล้าพันธุ์ของกระเพราลงไปภายในแปลงเพาะ หลังจากนั้นจะทำการให้น้ำ 1-2 วัน ต่อ 1 ครั้ง จนกว่ากล้ากระเพราจะมีการแตกใบแท้จำนวน 2-5 ใบ จากนั้นก็ทำการย้านไปลงปลูกภายในแปลงปลูกได้เลย

กะเพราขาว

การเตรียมแปลงปลูกกระเพรา

การปลูกในแปลงที่มีขนาดใหญ่นั้นมีทั้งรูปแบบที่เป็นแปลงแบบยกร่อง และแปลงที่เป็นแบบไม่ยกร่องนั่นเอง โดยที่จะต้องมีขนาดแปลงประมาณ 1.5-2.5 เมตร แต่ความยาวของแปลงนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริเวณสถานที่นั่นเอง

จากนั้นทำการไถกลบวัชพืช และทำการตากหน้าดินเอาไว้ ประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของดินที่ใช้ทำแปลงปลูกนั้นๆ

ทำการหว่านปุ๋ยหมัก ปุ๋ยมูลสัตว์ ใส่ปุ๋ยต่างๆ ในอัตรา 500 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ ใส่ปุ๋ยเคมีในสูตร 15-15-15 ในอัตรา 10-30 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ หรือจะใช้ปุ๋ยคอกสำหรับการรองพื้นหลุมก้นแปลงอย่างเดียวก็ได้

ทำการไถกลบอีกรอบหนึ่ง พร้อมกับทำการกำจัดวัชพืชไปพร้อมๆ กัน และทำการตากดินต่ออีกประมาณ 1 สัปดาห์ โดยประมาณ หรืออาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้ ตามสภาพของดินนั่้นเอง

วิธีการปลูกต้นกระเพรา

ทำการย้ายต้นกล้ากระเพรา โดยควรที่จะให้มีดินติดที่บริเวณรากต้นกล้าออกมาด้วย และควรที่จะปลูกทันทีหลังจากมีการถอนต้นกล้าขึ้นมาจากแปลงเพาะแล้ว

ระยะที่ปลูกต้นกระเพราภายในแปลงปลูกนั้นจะต้องมีระยะห่างระหว่างแถุว และหลุมปลูกอยู่ที่ 20-40 x 20-40 เซนติเมตร โดยประมาณ หากปลูกเพื่อการค้านั้นมักจะทำการปลูกในระยะที่ถี่ขึ้นกว่านี้ คือ เช่น 20-30 x 20-30 เซนติเมตร นั่นเอง หลังจากนั้นเมื่อทำการปลูกเสร็จ ให้ทำการรดน้ำให้ชุ่ม

ศัตรูต้นกะเพรา

การดูแลต้นกระเพรา

ให้ทำการให้น้ำหลังจากทำการปลูกลงภายในแปลงปลูกแล้ว 1-2 ครั้ง ต่อ 1 วัน หรืออาจจะทำการรดน้ำแบบวันเว้นวันก็สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นการเร่งให้ต้นกระเพรามีการแตกกิ่งออกมาเป็นพุ่มใหญ่นั่นเอง
ให้ปุ๋ยคอกแก่ต้นที่ทำการลงแปลงปลูกในอัตรา 200 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีในสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30-50 กิโลกรัม ต่อ 1ไร่ หลังจากทำการปลูกต้นกล้าลงแปลงเพาะไปแล้ว 2-4 สัปดาห์ โดยประมาณ เมื่อต้นกล้าทำการตั้งตัวได้ดีแล้ว

การเก็บเกี่ยวต้นกระเพรา

การเก็บเกี่ยวใบกระเพรา หรือผลผลิตที่เกี่ยวกับกระเพรานั้น สามารถเริ่มเก็บได้ทันทีหลังจากมีการปลูกต้นกล้าลงที่แปลงปลูกใหญ่ไปแล้ว 40-50 วัน โดยประมาณ และเก็บได้อย่างต่อเนื่องอีกหลายเดือน หากไม่มีการเก็บโดยการถอดออกทั้งต้นนั่นเอง ซึ่งเราควรจะทำการเก็บกิ่งที่แก่ก่อน ในระยะที่ต้นกระเพรานั้นจะมีการออกดอก หรือเริ่มออกดอก ซึ่งจะได้กระเพราที่มีกลิ่นหอมแรงนั่นเอง เหมาะที่จะนำออกขาย กระเพรายิ่งมีกลิ่นดี กลิ่นแรง ยิ่งเป็นความต้องการของตลาดนั่นเอง

2. การปลูกกระเพราในแปลงขนาดเล็ก

การปลูกกระเพราภายในแปลง

การปลูกกระเพราภายในแปลงที่มีขนาดเล็กนั้น สามารถทำได้ด้วยวิธีการทำแปลงแบบยกร่อง ที่มีความสูง 20-30 เซนติเมตร หรือไม่ต้องทำการยกร่องก็สามารถปลูกได้ ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการพรวนดิน และการกำจัดวัชพืชต่างๆ ที่ขึ้นภายในแปลง จากนั้นทำการตากดินเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่มีอยู่ภายในดิน เป็นระยะเวลา 2-3 วันโดยประมาณ

ต้นกล้ากระเพรา

การปลูกกระเพราด้วยต้นกล้า

การปลูกกระเพราด้วยต้นกล้านั้น เนื่องจากการปลูที่มีปริมาณที่น้อยนั้น จำเป็นต้องทำการเตรียมต้นกล้าภายในแปลงบางส่วนไว้ เพื่อเตรียมเอาไว้ หรือเตรียมในดินทีว่าง ข้างนอกแปลงปลูก แล้วจึงทำการย้ายเข้ามาปลูกภายในแปลงปลูกของเรานั่นเอง ซึ่งเมื่อนำมาปลูกนั้น จะมีระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ 30-40 เซนติเมตร ต่อ 1 ต้น หากปลูกเพื่อการค้า มักจะปลูกให้ถี่ขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นแปลงที่มีขนาดเล็กก็ตาม ก็จะต้องมีระยะห่างประมาณ 20-30 x 20-30 เซนติเมตร โดยประมาณ

การปลูกต้นกระเพราด้วยการหว่าน

การปลูกด้วยการหว่านนั้น มักจะทำการปลูกเพื่อเป็นการค้าเสียส่วนใหญ่ จะใช้วิธีการหว่านเมล็ดลงไปในแปลงแต่จะต้องพยายามทำการหว่าน ไม่ให้เมล็ดมีความถี่กันมากเกินไป หรือกระจุกกันอยู่เป็นกลุ่มๆ มากเกินไปนั่นเอง อย่างน้อยๆ ก็ให้ห่างกันประมาณ 20-30 เซนติเมตร โดยประมาณ หากสามารถทำได้ และหลังจากหว่านเสร็จก็ให้ใช้คราดในการเกลี่ยเพื่อเป็นการกลบดินเล็กน้อย

การดูแลรักษาต้นกระเพรา

การดูแลรักษาต้นกระเพราที่่ปลูกภายในแปลงเล็กนั้น ก็มีการดูแลรักษาเช่นเดียวกับการปลูกกระเพราในแปลงปลูกใหญ่นั่นเอง แต่อาจจะไม่ค่อยมีความพิถีพิถันมากมายนัก และที่สำคัญ การให้น้ำนั้นจะต้องเป็นไปตามการให้น้ำของแปลงปลูกใหญ่ เนื่องจากต้นกระเพราก็ต้องการน้ำในประมาณที่จำเป็นต่อความต้องการอยู่เช่นกัน และเรื่องที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการปลูกกระเพรา หรือการปลูกพืชอื่นๆ นั่นก็คือการกำจัดวัชพืช เนื่องจากวัชพืชเหล่านี้จะมาแย่งสารอาหารภายในดินของต้นกระเพราทีเราปลูกนั่นเอง ซึ่งหากเป็นแปลงใหญ่ อาจจะมีการใช้สารเคมี หรือยาฆ่าหญ้า เพื่อเป็นการกำจัด แต่สำหรับการปลูกแบบแปลงเล็กนั้น เราสามารถดูแลได้ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีก็ได้ เราก็สามารถกำจัดวัชพืชด้วยการถอนก็ได้ แล้วนำวัชพิชที่เราถอนนั้น มาทำเป็นที่คลุมดิน กันความชื้นออกจากดินใต้ต้นกระเพราก็ได้ หรือจะนำเอาไปทำเป็นบุญก็ได้ ทำให้ดินไม่เสีย แถมยังเป็นกระเพราที่ปลอดสารเคมีอีกด้วย

ปลูกกระเพราให้งาม

3. การปลูกกระเพราในกระถาง

สำหรับใครที่ต้องการอยากทำอาหารกินเอง หรือชอบทำกระเพรากินเองที่บ้าน หรืออาจจะอยู่หอพัก คอนโด ก็สามารถปลูกกระเพราไว้ทานเองได้ เนื่องจากกระเพรานั้นดูแลไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมาก แต่ผลที่ออกมานั้นก็เกินคาดนะจ๊ะ ซึ่งหากผู้ที่มีเนื้อที่จำกัดสำหรับการปลูกต้นไม้ แต่ก็อยากมีผักไว้รับประทานเองแล้วละก็ แนะนำกระเพราในกระถางเลย บอกเลยว่าสะดวกต่อการทำอาหารสำหรับเหล่าคนโสด หรือคนมีคู่ อยู่กัน 2 คน หรือเพื่อนซี้ที่เมนูแต่ละวัน เป็นผัดกระเพราหมุนเวียนนั่นเอง เราไปดูวิธีการปลูกกระเพราในกระถางกันเลยดีกว่า

กระถางที่เราใช้ปลูกกระเพรานั้น จะเป็นวัสดุแบบใดก็ได้ เป็นกระถางดินเผา เป็นพลาสติก หรือจะเป็นวัสดุใดๆ ที่คุณหาได้ ง่ายๆ เพียงแค่ระบายน้ำดี ใส่ดินสำหรับปลูกได้ก็พอ

ดินที่ใช้ในการปลูกกระเพราในกระถางนั้น สามารถใช้เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรก็ได้ อย่างเช่น ขี้เถ้า แกลบ หรือจะเป็นมูลสัตว์ก็ได้ ซึ่งนำสิ่งเหล่านี้มาผสมกับดิน ใช้สำหรับการปลูก ในอัตรา 2:1 หรือ 3:1 นั่นเอง

การปลูกกระเพรานั้นจะใช้วิธีการโรยเมล็ดลงไปภายในกระถาง โดยการโรงแบบไม่มากนัก ให้เพียงพอ และไม่หนาแน่นมากเกินไป โดยโรยเมล็ดลงในกระถาง 5-10 เมล็ดโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับขนาดของกระถางด้วย จากนั้นให้เกลี่ยดินกลบเมล็ดที่ทำการโรยเอาไว้เพียงเล็กน้อย จากนั้นให้รดน้ำให้ชุ่ม หลังจากการปลูก เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย

ต้นกระเพรานั้นจะงอกขึ้นมาจากเมล็ดภายในเวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น จากนั้นก็คอยรดน้ำให้สม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ ก็สามารถปลูกกระเพราไว้ทานเองได้แล้ว

สำหรับใครที่ชอบทานผัดกระเพรา อยากจะให้ลองทำการปลูกต้นกระเพราเอาไว้รับประทานเอง เนื่องจากไม่จำเป็นต้องดูแลมาก รดน้ำ วันเว้นวันก็สามารถทำได้ เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ต่างๆ ใช้พื้นที่ในการปลูกน้อย แถมยังให้ผลผลิตที่รวดเร็ว แถมยังขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วกว่าพืชชนิดอื่นๆ แถมเมนูผัดกระเพรา ก็เป็นเมนูที่หลายคนนั้นชอบสั่ง และคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอีกด้วย สำหรับคนรักสุขภาพ แล้วชอบทานผัดกระเพราแล้วละก็ บอกเลยว่า แค่ปลูกไว้ในกระถางเล็กๆ ในบ้าน ก็ทำให้เรานั้น มีเมนูที่ทำด้วย ผักปลอดสารพิษไปแล้ว 1 เมนูนะคะ

ประโยชน์กะเพรา