ปลาช่อน ปลาเศรษฐกิจทำเงินหลายแสนบาทต่อเดือน ด้วยการเพาะพันธุ์ปลาช่อน !

ปลาช่อน

วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับวิธีการเลี้ยงปลาช่อน ปลาช่อน เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด และเป็นทีนิยมรับประทานมาก นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู อาทิ ต้มยำปลาช่อน ทอดปลาช่อน ห่อหมกปลาช่อน เป็นต้น ดังนั้นวันนี้ใครที่สนใจจะทำธุระกิจการเลี้ยงปลาช่อนเพื่อขายหรือขยายพันธุ์ขาย วันนี้เราจึงมีเทคนิคการเลี้ยงมาฝากเพื่อน ๆ ทุกคน

ปลาช่อน

ลักษณะของ ปลาช่อน

ปลาช่อนเป็นปลามีเกล็ด หัวมีลักษณะค่อนข้างใหญ่ และแบนลงด้านหน้า ตามีลักษณะกลมใหญ่ อยู่ถัดจากขอบริมฝีปากมาเล็กน้อย ลำตัวมีลักษณะอ้วน กลม และเรียวยาว โคนหางมีลักษณะแบนข้าง เกล็ดลำตัวมีขนาดใหญ่ สีเทาจนถึงน้ำตาลอมเทา เกล็ดด้านท้องมีขนาดเล็กกว่า และมีสีจางกว่าหรือเป็นสีขาว ทั้งนี้ สีเกล็ดขึ้นอยู่กับสีของน้ำตามแหล่งอาศัย ด้านข้างลำตัวมีลายดำพาดเฉียง บริเวณหลังเหนือเส้นข้างลำตัวมีสีน้ำตาลเข้มหรือเกือบดำ เกล็ดปกคลุมมุกส่วนของลำตัว ยกเว้นส่วนหัว

ปลาช่อนอ้าปากได้กว้าง เพราะมีมุมปากยาวถึงตา และมีขากรรไกรยืดหดได้ มีริมฝีปากล่างยื่นยาวมากกว่าริมฝีปากบน ภายในปากมีฟันซี่เล็กๆอยู่บนขากรรไกรบน และล่าง มีฟันเขี้ยวบนเพดาน

ครีบปลาช่อนไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบหลัง และครีบก้นยาวจนเกือบถึงโคนหาง ครีบหลังมีก้านครีบ อ่อน 37-45 อัน ส่วนครีบก้นมีก้านครีบ 23-26 อัน ครีบท้องมีขนาดเล็ก ครีบอกมีขนาดใหญ่ ครีบหางมีลักษณะกลม ปลายมน ครีบท้องจาง โดยทั่วไปพบมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร แต่สามารถพบขนาดใหญ่ได้กว่า 1 เมตร

ลูกปลาช่อนที่ฟักออกจากไข่จะมีลำตัวสีแดงหรือแดงส้ม และค่อยๆเปลี่ยนเป็นแถบสีลายเหลืองในส่วนท้อง และแถบลายดำอมเขียวบนลำตัวส่วนบน ต่อมาลำตัวมีจาง ไม่มีลาย และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำในส่วนบน และส่วนท้องเป็นสีขาว ตามอายุที่เติบโต

ปลาช่อน เป็นปลาที่ทนต่อสภาพขาดน้ำ และขาดออกซิเจนได้ดี เนื่องจากมีอวัยวะพิเศษที่ช่วยหายใจ มีลักษณะเป็นปุ่มหรือริ้วอยู่บริเวณโพรงเล็กๆเหนือช่องเหงือก โดยในขณะที่เหงือกไม่ได้ใช้งาน เช่น อยู่บนบก อวัยวะนี้จะทำหน้าที่ดูดออกซิเจนแทน และใช้ทำหน้าที่ร่วมกับเหงือกในสภาพที่น้ำขาดออกซิเจน จึงทำให้ปลาช่อนทนต่อสภาพขาดน้ำ และออกซิเจนได้ดี

ปลาช่อน นา

การแพร่กระจายของปลาช่อน

ปลาช่อนสามารถพบได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติในทุกภาคของไทย อาทิ แม่น้ำ บ่อน้ำ อ่างเก็บน้ำ หนอง บึง และนาข้าว ชอบอาศัยตามแหล่งน้ำที่มีพรรณไม้น้ำ ในระดับน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตรปลาช่อนในช่วงต้นฤดูฝนจะอพยพย้ายแหล่งอาศัย เพื่อออกวางไข่ และหากินใหม่ เมื่อน้ำลด โดยเฉพาะช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว ปลาช่อนจะเริ่มอพยพกลับเข้มมาอาศัยในแหล่งน้ำเดิมหรือเข้าอาศัยในแหล่งน้ำใหม่ที่เป็นแหล่งเก็บน้ำ เช่น บ่อน้ำ ลำห้วย บึง เป็นต้น

อาหาร และการหาอาหารของปลาช่อน

ปลาช่อนเป็นปลากินเนื้อ (ความยาวทางเดินอาหารน้อยกว่าความยาวลำตัว เพียง 0.6 เท่า ของความยาวลำตัว) ในช่วงฤดูฝน ปลาช่อนจะออกหาแหล่งวางไข่ และแหล่งอาหารใหม่ตามทุ่งนาที่มีน้ำหนอง เป็นปลาที่ชอบออกหากินในเวลากลางคืน หาอาหารทั้งในระดับผิวน้ำ และท้องน้ำมีการเคลื่อนไหวช้า แต่หากพบเหยื่อจะเข้าฮุบเหยื่ออย่างรวดเร็ว

ลูกปลาช่อนจะกินอาหารจำพวกแพลงค์ตอนพืช แพลงค์ตอนสัตว์ สาหร่าย และสัตว์น้ำ หรือแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร ส่วนปลาช่อนที่เติบโตแล้วจะมีอาหารหลัก ได้แก่ ปลาขนาดเล็ก กุ้ง ปู กบ ไส้เดือน แมลง และซากเน่าเปื่อยต่างๆ แต่อาหารหลักจะเป็นปลาขนาดเล็ก

ปลาช่อนที่มีความยาวลำตัว 5 เซนติเมตร สามารถกินปลาที่มีความยาว 2.3 เซนติเมตรได้ และปลาช่อนที่มีความยาวลำตัว 40 เซนติเมตร สามารถกินปลาที่มีความยาว 14.7 เซนติเมตรได้

ปลาช่อนเลี้ยง

การผสมพันธุ์ และการวางไข่

ปลาช่อนสามารถเริ่มวางไข่ได้เมื่อลำตัวมีขนาดยาว 20 เซนติเมตร หรือมีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป เป็นปลาที่วางไข่ได้เกือบตลอดทั้งปี มีฤดูกาลผสมพันธุ์ และวางไข่ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และเริ่มสร้างไข่ตั้งแต่เดือนมีนาคม และจะพร้อมวางไข่มากที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม

การแยกเพศปลาช่อนในช่วงผสมพันธุ์ ปลาช่อนเพศเมีย เมื่อถึงช่วงผสมพันธุ์ และวางไข่จะสังเกตได้ง่าย เนื่องจาก ช่วงนี้ส่วนท้องจะอูมใหญ่ อวัยวะเพศมีสีชมพูรื่อ และครีบท้องของปลาตัวเมียจะสั้นปลาตัวผู้ ส่วนปลาตัวผู้เมื่อเข้าช่วงผสมพันธุ์ก็จะมีสีลำตัวเข้มขึ้น ส่วนใต้คางจะมีสีขาว

ในธรรมชาติ ปลาช่อนจะสร้างรัง และวางไข่บริเวณริมฝั่งที่มีพรรณไม้น้ำขึ้นน้อย ระดับความลึกประมาณ 30-100 เซนติเมตร โดยปลาตัวผู้จะทำหน้าที่สร้างรัง ด้วยการกัดหญ้ารอบข้างออกเพื่อทำให้รังเป็นวงกลม และเศษกอหญ้าจะลอยปกคลุมด้านบน ส่วนหน้าดินก็จะตีแปลงจนหน้าดินเรียบ หลังจากนั้น พ่อแม่ปลาจะเข้ารัดกัน พร้อมปล่อยไข่ และฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมกัน

หลังจากวางไข่แล้ว พ่อแม่ปลาจะอยู่โดยรอบบริเวณรัง เพื่อป้องกันปลาอื่นเข้ามากินไข่หรือลูกปลา และจะดูแลต่อจนกระทั่งลูกปลามีขนาด 4.5-6 เซนติเมตร จึงเริ่มแยกตัวออกไปหากินตามลำพัง ลูกปลาในระยะนี้จะเรียกว่า ปลาลูกครอกหรือลูกชักครอก ซึ่งเกษตรกรสามารถชอนรวบรวมจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาอนุบาลต่อสำหรับการเลี้ยงในบ่อดินต่อไป

ปลาช่อน ราคา

ปลาลูกคอก

ลูกปลาที่ฟักออกใหม่จะลำตัวมีสีเหลืองส้ม มีถุงไข่แดง มักลอยตัว และว่ายบริเวณผิวน้ำรวมกันเป็นกลุ่ม โดยมีแม่ปลาว่ายอยู่ด้านล่างเพื่อป้องกันภัยให้จนกว่าลูกปลาจะเติบโต และสามารถออกหาอาหารได้เพียงลำพัง โดยลูกปลาจะเริ่มแตกฝูงเมื่อมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 4.5-6 เซนติเมตร

ตามธรรมชาติแล้ว ปลาช่อนเองเป็นปลาที่มีนิสัยก้าวร้าว ชอบไล่กัดปลาชนิดอื่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูผสมพันธุ์ และวางไข่ แม่ปลาช่อนจะมีนิสัยดุร้ายมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันอันตรายให้แก่ลูกปลา

การแยกเพศปลาช่อน

ปลาเพศเมียจะมีส่วนท้อง และอวัยวะเพศอูมเป่ง โดยเฉพาะในช่วงผสมพันธุ์ อวัยวะเพศจะอูมเป่งมาก และมีสีชมพูรื่อ ดังที่กล่าวข้างต้น

ปลาเพศเมียมีขนาดลำตัวสั้น และมีส่วนหัวแคบกว่าปลาเพศผู้ ส่วนน้ำหนักปลาเพศเมียจะมีมากกว่าเพศผู้ และมีขนาดใหญ่กว่าเมื่อเทียบอายุ ส่วนปลาเพศผู้ลำตัวจะเรียวยาว ลำตัวเล็ก และน้ำหนักน้อยกว่า

การเลี้ยงปลาช่อน

พ่อแม่พันธุ์ปลาช่อน ควรมีรูปร่างที่สมบูรณ์ หนักประมาณ 0.8-1 กิโลกรัม ขึ้นไป และให้มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยปลาช่อนเพศเมียควรมีท้องอูม มีติ่งเพศสีแดงชมพู หากบีบส่วนท้องจะมีไข่ไหลออกมา ส่วนพ่อพันธุ์ ควรมีติ่งเพศสีชมพูเรื่อๆ

การเพาะพันธุ์อาจเพาะในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์ที่มีำน้ำลึกประมาณ 1.0-1.5 เมตร น้ำค่อนข้างใส และควรใส่พืชน้ำไว้บางส่วนให้ลอยเหนือน้ำ

การเลี้ยงปลาช่อนขาย

วิธีเพาะพันธุ์ปลาช่อน

1.การเพาะเลียนแบบธรรมชาติ

เป็นวิธีการเพาะพันธุ์ที่เลียนแบบธรรมชาติ ด้วยการเพาะในบ่อดิน ขนาดประมาณ 0.5-1.0 ไร่ และใช้วิธีจัดสภาพบ่อให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติ เช่น ปล่อยให้หญ้าหรือพืชน้ำขึ้นริมฝั่ง มีการปล่อยผักบุ้ง หรือพืชน้ำอื่นที่เหมาะสม อัตราการปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 1:1ให้อาหารโดยใช้ปลาเป็ดผสมรำหรืออาหารสำเร็จรูป

2.การเพาะด้วยการผสมเทียม

เป็นวิธีการเพาะโดยการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ และมักเพาะในบ่อซีเมนต์เพาะพันธุ์ปลา ด้วยการฉีดฮอร์โมนเร่งให้แม่ปลาวางไข่และรีดไข่มาผสมกับน้ำเชื้อที่รีดได้จากตัวผู้ หรือหลังการฉีดฮอร์โมนทั้งตัวเมีย และตัวผู้แล้วปล่อยให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ ฮอร์โมนที่ใช้ ได้แก่ LHRHa หรือ LRH-a และใช้ร่วมกับ domperidone และไข่ปลาช่อนที่ผสมแล้วจะมีสีเหลือง ไข่จะลอยน้ำ และจะใช้เวลาฟักประมาณ 30-35 ชั่วโมง หลังการวางไข่

ปลาช่อน เผือก

3.การอนุบาลลูกปลาช่อน

การอนุบาลลูกปลาช่อนจะเริ่มให้อาหารภายหลังฟักออกจากไข่ประมาณวันที่ 4-5 หรือจนกว่าถุงไข่แดงจะยุบ โดยใช้ไข่แดงต้ม บดละลายน้ำ และกรองผ่านผ้าขาวบางให้ลูกปลากินวันละ 3 ครั้ง หลังจากนั้นประมาณวันที่ 6-8 ค่อยให้ไรแดงจนถึงอายุ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น ค่อยเริ่มให้อาหารเสริม เช่น รำละเอียด ปลาป่น และเนื้อปลาสดสับ ทั้งนี้ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 1-2 วัน ในปริมาณน้ำที่ร้อยละ 50 ของทั้งหมด

4.การเตรียมบ่อ

  1. พื้นที่ใช้เลี้ยง ควรมีขนาดไม่ต่ำกว่าครึ่งไร่ โดยการขุดบ่อลึก 1.5 – 2 เมตร และทำคันบ่อสูงประมาณ 1 เมตร
  2. หากเป็นบ่อเก่า ให้สูบน้ำ และเก็บปลาออกให้หมด หรือโรยโล่ติ๊นเพื่อกำจัดปลาที่หลงเหลือ พร้อมหว่านโรยด้วยปูนขาว อัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่ และตากบ่อนาน 7-10 วัน
  3. ให้กั้นรั้วตาข่ายหรือไนล่อนบริเวณคันบ่อเพื่อป้องกันปลาช่อนกระโดดหนี
  4. ปล่อยน้ำเข้าหรือรอฝนตกให้มีระดับน้ำ สูงประมาณ 20-30 ซม. แล้วค่อยใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 40-80 กิโลกรัม/ไร่
  5. ปล่อยน้ำเข้าหรือให้ฝนตกจนมีระดับน้ำสูงประมาณ 0.5-1 เมตร แล้วค่อยปล่อยลูกปลาช่อน

ปลาช่อน ขายที่ไหน

การเลี้ยงในบ่อ

หลังจากอนุบาลลูกปลาช่อนให้ได้ขนาดความยาว 6-8 เซนติเมตร ก็สามารถนำมาปล่อยเลี้ยงในบ่อได้ อัตราการปล่อยที่ 40-50 ตัว/ตารางเมตร หรือประมาณ 65,000-80,000 ตัว/ไร่ โดยให้ใช้ฟอร์มาลีนเติมลงในบ่อ ทีความเข้มข้นประมาณ 30 ppm (3 ลิตร/น้ำ 100 ลบ.ม.) ทั้งนี้ ในวันที่ที่ปล่อยลูกปลาไม่ต้องให้อาหาร และให้เริ่มให้อาหารในวันรุ่งขึ้น

อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาช่อน ได้แก่ ปลาเป็ดผสมรำหรือหัวอาหาร ในอัตราส่วนร้อยละ 70:30 ปริมาณการให้ที่ร้อยละ 4-5 ของน้ำหนักตัวปลา โดยการหว่านหรือวางอาหารบนตะแกรง และวางให้ลอยใต้ผิวน้ำ 2-3 เซนติเมตร ให้วางในหลายจุด

เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 5-6 เดือน ปลาช่อนจะมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม/ตัว หรือมากว่า หากต้องการจับจำหน่ายให้งดอาหาร 1-2 วัน ก่อนจับ การจับจะใช้วิธีการสูบน้ำออก และตีอวน แล้วค่อยสูบน้ำออกให้แห้ง และค่อยตามจับออกให้หมด

โรค และการป้องกัน

  1. โรคที่เกิดจากปรสิตที่มักพบ ได้แก่ เห็บระฆัง ปลิงใส หนอนสมอ ที่มักเห็นเกาะติดลำตัวเพื่อดูดกินเลือด หากมีจำนวนมากจะทำให้เกล็ดบริเวณนั้นหลุด ลำตัวผอม หัวโต และมีรอยแผลเป็นจุดตามลำตัว แก้ไขโดยการฉีดพ่นด้วยดิปเทอร์เรกซ์ 800 กรัม/ไร่ ปล่อยไว้ 2-3 วัน แล้วถ่ายน้ำใหม่ หรือนำมาแช่ในสารละลายฟอร์มาลีน 150-200 ซีซี/น้ำ 1,000 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน
  2. โรคท้องบวมหรือเกล็ดหลุด หรือเป็นแผลตามลำตัว ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แก้ไขโดยให้ใช้เทอรามัยซิน 2 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม
  3. โรคพยาธิภายใน เช่น พยาธิหัวหนาม ทำให้ปลามีลำตัวผอม และกินอาหารลดลง แก้ไขโดยใช้ยาถ่ายพยาธิผสมในอาหาร

การปลูกบัวขาย ลู่ทางการทำมาหากินด้วยธุรกิจปลูกบัว สร้างรายได้หลายหมื่นบาท !

บัว

วันนี้เราจะพาทุกคนไปเริ่มต้นการทำธุรกิจแบบดั้งเดิม แล้วธุรกิจแบบดั้งเดิมนี้จะเป็นอะไรวันนี้เราจะไปหาคำตอบกัน ปัญหาเรื่องน้ำท่วมนาข้าวที่ชาวนาพบเจอกันทุกปีทำให้ชาวนาต้องน้ำตาท่วมแก้ม ดังนั้นวันนี้เราจึงมีทางออกมาให้กับชาวนาน นั่นก็คือ การปลูกบัวขาย เป็นทางออกที่ดีมากเพราะจะหมดปัญหาเรื่องของน้ำท่วมได้ เพราะต้องใช้น้ำเป็นสระเลยทีเดียวเพื่อปลูกบัวขาย บัวมีประโยชน์และสรรพคุณมากตั้งแต่รากยันใบ ทำให้ราคาของบัวค่อนข้างดี ทำให้การหันมาปลูกบัวเป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน และฤดูปลูกบัว ควรเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม

การปลูกบัวขาย

การเลือกที่ดิน การปลูกบัวขาย

พื้นที่สำหรับทำนาบัว ควรเป็นพื้นที่สมำเสมอไม่ลุ่มๆ ดอน ๆ หรือมีจอมปลวก ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง ถ้าเป็นพื้นที่ไม่สมํ่าเสมอ ควรใช้รถเกลี่ย หรือไถปรับระดับ ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการให้น้ำ การเตรียมดินและบำรุงรักษา แต่ถ้าใช้พื้นที่ที่เป็นแปลงนาอยู่เดิม พื้นที่จะสม่ำเสมอดีอยู่แล้ว พื้นที่การทำนาบัวควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น ห้วย หนอง บึง สระ เป็นต้น

การเตรียมดินในการปลูกบัว

เมื่อเลือกสถานที่ได้แล้ว ยกคันดินโดยรอบให้สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้ ถ้าต้องการจะเลี้ยงปลาในนาบัวด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องยกคันดินให้สูงประมาณ 2 เมตรและกว้างประมาณ 3 เมตร ดังนั้นนาบัวแปลงหนึ่ง ๆ ควรมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ เพื่อยกคันดิน ที่ดินที่ไม่สม่ำเสมอ อาจทำแปลงใหญ่ขนาด 30-100 ไร่ก็ได้ แต่เพื่อสะดวกในการให้น้ำและบำรุงรักษาเนื้อที่แปลงหนึ่งๆ ควรมีขนาด 20-25 ไร่ หลังจากยกคันดินแล้ว ไถดะตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน แล้วไถแปรอีกครั้ง แล้วสูบเอาน้ำเข้าให้ระดับน้ำสูงจากพื้นประมาณ 15 เซ็นติเมตร ทิ้งไว้ 3-5 วัน ให้ต้นอ่อนตัวเพื่อปักดำบัวต่อไป

การปลูกบัวขาย ราคา

พันธุ์บัว

พันธุ์บัวที่นิยมปลูกในปัจจุบันได้แก่ บัวหลวง กลีบออกสีชมพู ส่วนพันธุ์กลีบดอกสีขาวไม่นิยมปลูก พันธุ์บัวถ้าแบ่งตามลักษณะหน้าฝักจะมี 2 ชนิด คือ ชนิดหน้านูน และชนิดหน้าตัด ซึ่งพันธุ์หน้านูนให้ผลผลิตดีกว่า แต่การจะเลือกไปปลูกทำได้ยาก ดังนั้นพันธุ์ที่เกษตรกรปลูก จึงมีทั้งพันธ์หน้านูนหน้าตัดรวมคละกันไป

การเตรียมพันธุ์เพื่อใช้ปลูก

พันธุ์บัวที่ใช้ปลูกส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้ไพล ไพลที่ใช้ทำพันธุ์มีประมาณ 2-3 ข้อ เกษตรกรผู้ขุดไพลบัวจำหน่ายจะมัดไพลบัวให้มีตาที่จะเจริญเติบโตเป็นต้นบัวจำนวน 3 ตา เกษตรกรส่วนใหญ่จะเรียกว่า 3 ทาง ซึ่งใช้ปักดำได้ 1 จับ

การปลูกบัวขาย พันธุ์อะไรดี

การดำและระยะปลูก

หลังจากเอาน้ำเข้าแปลงที่เตรียมดินเรียบร้อยแล้ว 3-5 วัน ดินจะอ่อนตัว เกษตรกรจะใช้ไม้หรือต้นพงปักเป็นระยะ เพื่อเป็นที่สังเกตในการปลูกบัว โดยใช้ระยะปลูก 3X3 เมตร ในกรณีดินดี ถ้าดินไม่ค่อยดีนักจะใช้ระยะปลูก 2X2 เมตร

การปักดำทำได้ 2 วิธี คือ

  1. การปักดำโดยใช้ไม้คีบ ใช้ไม้ไผ่เหลาโตกว่าดอกนิดหน่อย หรือต้นพง ยาวประมาณ 30 เซ็นติเมตร คีบไพลบัวปักดำตามระยะให้ไพลบัวติดอยู่กับผิวดิน การปักดำใช้ไม้คีบนี้ ใช้ในกรณีที่มีน้ำไหล ทั้งนี้เพื่อป้องกันไพลบัวหลุดลอย
  2. การปักดำโดยใช้ดินหมก คุ้ยดินให้เป็นหลุมลึกประมาณ 2-3 นิ้ว วางไพลบัวลงในหลุม แล้วใช้ดินกลบไพลบัว โดยเว้นตรงตาเอาไว้ ส่วนใหญ่เกษตรกรที่ทำนาบัว โดยยกคันดินใช้วิธีปลูกวิธีที่ 2 ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะใช้ไพลบัวประมาณ 200-300 จับ

การปลูกบัว

การให้น้ำและการดูแลรักษา

หลังจากปลูกบัวแล้ว ควรให้มีน้ำขังอยู่ในแปลงประมาณ 50 เซ็นติเมตรโดยตลอด ทั้งนี้เพื่อป้องกันหญ้าขึ้นในแปลงนาบัว ระดับน้ำไม่ควรให้ลึกเกิน 1 เมตร เพราะถ้ามีมากเกินไปจะทำให้ได้ผลผลิตต่ำ ในแปลงนาบัวควรเก็บ หญ้าหรือวัชพืชออกให้หมด ถ้ามีวัชพืชบัวจะไม่งาม

ศัตรูของบัวและการป้องกันและกำจัด

ศัตรูของบัวส่วนใหญ่ได้แก่หนอนกินใบซึ่งเกิดจากผีเสื้อกลางคืนทำให้ใบบัวฉีกขาดเป็นรู ศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ เพลี้ยจั๊กจั่นจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบหงิกงุ้มลง ซึ่งบางครั้งทำให้ดอกบัวไม่สามารถโผล่พ้นใบขึ้นมาได้ทำให้ดอกได้รับความเสียหาย ดังนั้นจึงควรฉีดยาเซฟวิน 35%หรือยามาลาไธออนทุก 15 วัน หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง ในแปลงที่เลี้ยงปลาด้วย ควรใช้แสงตะเกียงล่อในตอนกลางคืน

การเก็บบัว

การเก็บเกี่ยว

เมื่อปลูกบัวแล้วประมาณ 3 เดือน ก็จะเริ่มมีฝักแก่ ให้เก็บได้ และเก็บกิติดต่อกันไปได้นาน 3 เดือน หลังจากนั้น บัวจะเริ่มโทรม ฝักบัวที่แก่เก็บเกี่ยวได้นั้นเมล็ดจะมีสีคล้ำและคลอน เกษตรกรที่ปลูกบัวจะใช้เรือต่อเข้าแปลงมาเด็ดบัวใส่ถุงผ้าดิบเมื่อเก็บถุงแล้วจะนำไปใส่ในเรือ ทำให้ประหยัดเวลาในการเดินได้มาก ฝักบัวแก่เมื่อเก็บแล้วจะรวบไว้ในลานดิน ใช้ไม้ทุบเมล็ดแก่จะร่วงหล่นออกจากฝักโดยง่าย นำเมล็ดไปตากแดดให้แห้งสนิท ใช้เวลาประมาณ 3 วัน เมื่อแห้งดีแล้วใช้ตะแกรงร่อนเอาเมล็ดลีบเมล็ดเสียออกให้หมด ในแปลงนาบัวควรเก็บเมล็ดฝักแก่ทุก 7 วัน ผลผลิตเมล็ดบัวแห้งจะได้ไร่ละประมาณ 10-12 ถัง หรือประมาณ 120-144 กิโลกรัม

สายบัว

การดูผลรักษาหลังจากต้นบัวโทรม

หลังการเก็บฝักบัวได้ประมาณ 3 เดือน ต้นบัวจะเริ่มโทรม ซึ่งจะตรงกับประมาณเดือนพฤศจิกายน ให้ระบายน้ำออกจากแปลงปลูกบัวให้แห้ง เมื่อดินแห้งพอที่จะใช้รถแทรกเตอร์ใหญ่จะไถได้ ให้ไถดะให้ลึก หลังจากไถแล้วให้ไขน้ำเข้านาบัวให้ท่วมขี้ไถ เพื่อป้องกันหญ้าขึ้น ต้นบัวใหญ่จะงอกขึ้นมาพ้น นาใช้เวลาประมาณ 3 วัน สาเหตุที่ต้องทำการไถเพื่อที่จะทำให้ดินโปร่งขึ้น และรากบัวชั้นบนๆ ซึ่งเป็นรากขนาดเล็ก จะลดจำนวนลง ถ้าหากไม่มีการไถบัวจะขึ้นแน่นมากจะทำให้บัวมีฝักขนาดเล็กมาก ผลผลิตในปีที่ 2 นี้ จะได้ผลมากกว่าปีแรกและฝักบัวจะแก่เก็บได้พร้อมกัน เกษตรกรที่จะเลี้ยงปลาในบัวจะเริ่มปล่อยปลาตะเพียนในแปลงนาบัวในปีที่ 2 นี้ ส่วนปีแรกจะยังไม่ปล่อยปลา เพราะปลูกบัวใหม่ยังมีไพลจำนวนน้อยอยู่

การขุดไพลทำพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์

เมื่อบัวเริ่มโทรมให้ฉีดยาเคมีให้บัวแตกใหม่เมื่อบัวงามดีแล้ว จึงระบายน้ำออกให้แห้ง เหตุที่ต้องบำรุงให้บัวแตกใบใหม่และงามก็เพื่อได้ไพลมีขนาดใหญ่ และแข็งแรงเมื่อดินแห้งจนแตกระแหง ใช้เสียมขนาดใหญ่งัดดินตามระแหงที่ดินแตกออกเป็นก้อนๆ เมื่อพบไพลบัวก็ขุดมาจำหน่ายได้ ซึ่งจะตรงกับระยะเวลาประมาณ เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

โป๊ยเซียน ไม้มงคลแห่งโชคลาภ รายได้จากการปลูกไม้มงคลขาย ธุรกิจของคนรุ่นใหม่ !!!

ไม้ดอกไม้ประดับที่กำลังฮิต นั่นก็คือโป๊ยเซียน และพันธุ์โป๊ยเซียนที่เกิดขึ้นใหม่ ๆในวงการ โป๊ยเซียนอาจจะเป็นเพียงไม้เสี่ยงทายสำหรับผู้ปลูกเลี้ยงว่าจะมีโชคดีหรือตกต่ำเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นไม้แห่งโชคลาภดังตำนานไปแล้ว และวันนี้เองเราจะพาเพื่อน ๆ ทุกคนไปรู้จักกับวิธีการเพาะเลี้ยง หรือ ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนขาย

ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนขาย

โรงเรือนใน ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนขาย

โรงเรือนนับว่ามีความสำคัญไม่น้อยเลย  พื้นโรงเรือนต้องเป็นพื้นยกสูงจากพื้นดิน  ต้องโปร่งอากาศถ่ายเทได้ดี   ใช้ไม้ระแนงตีให้เกิดร่องพรางแสงด้วยซาแลน 60% ถ้าเป็นไม้ขนาดเล็กเพิ่งย้ายปลูกต้องพรางแสงมากถึง 80% หรือพักในร่มสัก 2-3 วัน เมื่อตั้งตัวได้แล้วจึงนำเข้ามาปลูกในโรงเรือนปกติ  ไม้ที่ให้ดอกควรพรางแสง 40-50% เพื่อให้ดอกมีคุณภาพดี

ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนขาย ธุรกิจใหม่

การให้ปุ๋ยและอาหารเสริม

ควรใช้ปุ๋ยออสโมโค้ทสูตร 16-4-6 หรือ 16-8-8 รองก้นกระถาง  เมื่อปลูกเสร็จให้รดด้วยสตาร์ทบี-1  จะทำให้รากเดินเร็ว และทำให้โป๊ยเซียนตั้งตัวได้เร็วขึ้น  สำหรับไม้ที่ทำกิ่งจะเสริมด้วยปุ๋ยนาเซอร์สสูตร 15-5-5 (หรือสูตรตัวหน้าสูง)  เพื่อบำรุงต้นและใบ ถ้าเป็นไม้ทำดอกจะใช้ปุ๋ยนาเซอร์สสูตร 9-18-9 ราดลงดินประมาณ 4-5 ครั้ง เมื่อเห็นตุ่มดอกก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสูตร 0-0-30 เพื่อบำรุงดอกโดยให้พร้อมปุ๋ยสูตร 15-5-5 เพื่อบำรุงก้านดอกราดลงดิน 1-2 ครั้ง จะทำให้ได้ดอกขนาดใหญ่และสมบูรณ์  ก้านดอกแข็งแรง สำหรับเรื่องการให้ปุ๋ยแต่ละคนก็จะมีเทคนิคแตกต่างกันไปจึงไม่ตายตัว

การ ปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนขาย

การให้แสง

สำหรับในไม้ทำกิ่งหรือไม้ต้นเล็ก จะเร่งการเจริญเติบโตโดยใช้หลอดไฟ 60 วัตต์ เปิดทิ้งไว้ทั้งคืน จะทำให้ไม้ต้นเล็กเจริญเติบโตเร็ว

การเปลี่ยนดินปลูก:  เมื่อปลูกเลี้ยงโป๊ยเซียนไปได้นานประมาณ 6-12 เดือน ควรทำการเปลี่ยนดินเสียใหม่เพราะดินเริ่มจืดอาหารในดินมีน้อย ปุ๋ยเคมีที่ใส่จะทำให้ดินแข็งและกลายเป็นกรด ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับต้นโป๊ยเซียนจึงต้องเปลี่ยนกระถางให้ใหญ่ขึ้นตามลำดับให้สัมพันธ์กับขนาดและความสูงของต้น ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนดินปลูกจะรดด้วยสตาร์ทบี-1 ทุกครั้ง

ปลูก โป๊ยเซียน

การขยายพันธุ์ทำได้หลายวิธีด้วยกัน คือ

1.การชำ ในน้ำดีกว่าชำในวัสดุอื่น ๆ วิธีการชำก็ตัดกิ่งที่มีขนาดยาวประมาณ 4 นิ้ว ชุบด้วยฮอร์โมนเซราดิกซ์ เบอร์ 2 ทิ้งไว้ให้แห้งอาจจะเป็นวันเลยก็ได้ จากนั้นนำไปชำในขวดน้ำให้กิ่งแช่ในน้ำประมาณ 1 นิ้ว ตั้งไว้ในร่ม ประมาณ 15 วัน กิ่งชำก็จะออกราก“เมื่อโป๊ยเซียนเริ่มสร้างฐานรากซึ่งจะมองเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาว ให้นำไปปลูกได้เลย ถ้ารอให้รากยาวมากแล้วนำไปปลูกหมวกรากจะหักทำให้ต้นโตช้า  หากปักชำในวัสดุอื่นเช่น ดิน ทราย ขี้เถ้าแกลบ จะออกรากช้ากว่าคือประมาณ 15-21 วัน และโอกาสที่ต้นจะเน่าตายสูงมาก”

2.การเสียบยอด วิธีใช้นี้เพื่อเพิ่มจำนวนโป๊ยเซียนที่มีราคาแพง การเสียบกิ่ง การเสียบยอดนั้นจะใช้ต้นตอ “แดงอุดม” เนื่องจากหาอาหารเก่ง ต้านทานโรคดี และเยื่อเจริญติดง่ายกว่าพันธุ์อื่น การเสียบยอดทำโดยการผ่าต้นตอให้เป็นรูปตัววี  จากนั้นก็บากกิ่งที่ต้องการให้เป็นลิ่มเสียบลงไป มัดด้วยเทป แล้วนำถุงพลาสติกมาครอบไว้

โป๊ยเซียน

แนะนำให้ใช้ขวดพลาสติกของน้ำอัดลม (ขวด 2 ลิตรป ที่ตัดคอขวดออกมาครอบแทนถุงพลาสติก  ซึ่งสามารถซื้อขวดน้ำได้จากรถขยะขวดละ 1 บาทเท่านั้น เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วกว่าการใช้ถุงพลาสติกเมื่อต้องการเสียบยอดให้ได้ปริมาณมาก  จากนั้นนำต้นที่เสียบยอดพักในร่มประมาณ 7 วัน กิ่งพันธุ์ดีที่เสียบยอดไว้ก็จะติด  จากนั้นเปิดขวดออกนำไปเลี้ยงในโรงเรือนต่อไป มีข้อควรระวังคือ ก่อนเสียบยอด 3 วันไม่ต้องรดน้ำต้นตอ  เพราะรากอาจเน่าได้เมื่อครอบขวดพลาสติกและในต้นที่เตรียมกิ่งไว้เสียบต้องงดปุ๋ยประมาณ 2 สัปดาห์

3.การเพาะเมล็ดและการผสมพันธุ์ นับเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดโป๊ยเซียนต้นใหม่ที่เรียกกันว่า ลูกไม้ใหม่ ก่อนอื่นต้องคัดเกรดไม้ก่อน  เลือกพ่อ-แม่พันธุ์ที่มีลักษณะดี สำหรับต้นที่ดอกสวยแต่ติดเมล็ดยากก็นำมาเป็นพ่อพันธุ์ ต้นที่ติดเมล็ดง่ายนำมาเป็นแม่พันธุ์  ระยะที่พร้อมผสมก็คือเกสรตัวเมียจะมีน้ำเหนียว ๆ เยิ้มออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเวลาประมาณ 7-9 โมงเช้า เกสรตัวผู้ที่แก่จะเป็นขุย  การผสมพันธุ์ใช้พู่กันเขี่ยละอองเกสรตัวผู้ไปติดกับเกสรตัวเมียที่เยิ้ม ประมาณ 7-8 วัน

ดอกจะเหี่ยวและเริ่มมีผักที่กลางเกสร ประมาณ 4 สัปดาห์ต่อมาเมล็ดแก่จะลอยออกมาเหนือดอก ต้องรีบเก็บเมล็ด หรือเอาถุงเล็ก ๆ ไปคลุมไว้ เมื่อฝักแตกเมล็ดจะได้ไม่หล่นหาย นำเมล็ดไปเพาะในวัสดุเพาะคือ ทราย ขี้เถ้าแกลบ และขุยมะพร้าว อัตรา 1:1:1 วางกระบะในที่มีแสงแดดรำไร รดน้ำพอชุ่มทุกวัน ประมาณ 5-7 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นออกมา หลังจากต้นกล้าเติบโตในกระบะเพาะประมาณเดือนเศษ ๆ ก็แยกลงปลูกในกระถางได้แล้ว อีก 4-5  เดือน

ต่อมาก็จะเริ่มทยอยออกดอก คราวนี้ก็ลุ้นกันใจจดใจจ่อกันทุกวันเลยว่า ต้นนี้ดอกจะใหญ่จะสวยไหม เล่นเอาเหนื่อยเลยทีเดียว อันนี้ก็เป็นเรื่องของดวงกันแล้ว บางครั้งก็ต้องรอฟรีกันถึงครึ่งปี ดังนั้นจึงต้องขยันผสมพันธุ์กันหน่อยคงมีสักต้นที่มีลักษณะตามที่ต้องการ และก็ถึงวันที่เราจะต้องนำต้นโป๊ยเซียนที่เราเพาะได้ออกมาขายตามท้องตลาด เราก็จะสามารถสร้างรายได้ด้วยการเพาะปลูกต้นโป๊ยเซียนได้แล้ว เป็นอีกหนทางธุรกิจหนึ่งที่สามารถทำรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน

 

การปลูกผักสลัดขายแบบมืออาชีพ ธุรกิจของคนรุ่นใหม่ รายได้เสริมจากการทำงาน !!

ผักสลัด

ปัจจุบันนี้กระแสรักคนสุขภาพกำลังมาแรง ผู้คนทุกเพศทุกวัย เริ่มหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังมากขึ้น ทำให้ยอดขายสินค้าสุขภาพมีราคาดี แน่นอนว่า ผักสด หรือผลไม้ปลอดสารพิษ ได้รับความนิยมมากขึ้นด้วย จนกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ พุ่งทะยานไปหลักแสนบาทต่อเดือนและวันนี้เองเราจะพาทุกคนไปรู้จักกับวิธีและขบวนการ การปลูกผักสลัดขายแบบมืออาชีพ ที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารับประทานแถมประโยชน์และสรรพคุณของผักสลัดยังมีมากอีกด้วย

การปลูกผักสลัดขายแบบมืออาชีพ

การปลูกผักสลัดขายแบบมืออาชีพ เสริมรายได้หลักแสนบาทต่อเดือน

ผักสลัดที่กำลังนิยมปลูกในปัจจุบันมีอยู่ 6 ชนิด ได้แก่ กรีนโอ๊ค , เรดโอ๊ค , คอส  , ฟิลเลย์  , บัตเตอร์เฮด , ปัตตาเวีย ส่วนวิธีการปลูกยอดนิยม  คือ การปลูกแบบไฮโดรโปรนิกส์ หรือ การปลูกพืชไร้ดิน โดยภายในน้ำนี้ได้ผสมสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งจำเป็นต่อพืช  ส่วนข้อดีของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปรนิกส์ คือ ใช้เวลาเตรียมพื้นที่ปลูกสั้น ถ้าเป็นดินต้องก็มีการเตรียมดินและกำจัดวัชพืช อีกทั้งการปลูกด้วยน้ำยังสามารถควบคุมสารอาหารได้ดีกว่า ทำให้กำหนดขนาดของพืชให้ใกล้เคียงกันได้ การลงทุนปลูกผักสลัดไฮโดรโปรนิกส์ ปัจจัยสำคัญ คือ  ที่ดิน , โรงเรือน , แปลงปลูก , อุปกรณ์การปลูก, เมล็ดพันธุ์พืช

การปลูกผักสลัดขายแบบมืออาชีพ คือ

เริ่มจาก…ขั้นตอนต่อไปนี้

ก่อนอื่นก็ต้องวางแผนการปลูก เช่น ตอนนี้คุณมีต้นทุนอะไรบ้าง  พื้นที่ปลูกเป็นอย่างไร  ควรปลูกลักษณะใด นอกจากนี้ ก่อนลงมือทำก็ต้องมีการคำนวณดีๆ ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ต้องขายแบบไหน กำไรพอไหม

มีพื้นที่ปลูกอย่างไร เป็นที่ดินของตัวเองหรือเช่า มีทำเลตั้งอยู่ที่ใด โดยพื้นที่ปลูกเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ในการกำหนดวิธีการปลูกอย่างเหมาะสม รวมถึงลักษณะการทำธุรกิจด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีพื้นที่ขนาดเล็ก อยู่ในเมือง กลุ่มลูกค้าก็อาจเป็นลูกค้าปลีก หรือส่งตามร้านอาหารเล็กๆ แต่ถ้าหากมีพื้นที่ขนาดใหญ่กว้างขวางอยู่ตามต่างจังหวัด อาจปลูกเพื่อส่งให้กับเจ้าประจำรายใหญ่ เป็นต้น

ผักสด ผลไม้ปลอดสารพิษดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากขึ้นด้วย จนกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจในฝันของใครหลายคนที่คิดเอาไว้ว่า วันหนึ่งอยากจะทำฟาร์มผักเล็กๆ ของตัวเอง โดยเฉพาะผักสลัดที่กำลังเป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เพราะสามารถนำไปดัดแปลงเป็นเมนูได้หลากหลาย ที่สำคัญยังขายได้ราคาดีด้วย

แต่ก็ใช่ว่าทำแล้วจะประสบความสำเร็จกันทุกคน เพราะนอกจากต้องปลูกผักให้ดีแล้ว ยังต้องขายให้เป็นด้วย มิเช่นนั้น ธุรกิจผักเขียวๆ ในฝัน อาจจะเหี่ยวเฉาลงแบบไม่ทันตั้งตัวก็ได้

การปลูกผักสลัดขายแบบมืออาชีพ เริ่มจาก

ก่อนปลูกผักสลัดขายต้องรู้อะไรบ้าง ผักสลัดเขียวๆ มาจากไหน ?

ผักสลัดที่นิยมปลูกและรับประทานกันมากในปัจจุบันมีอยู่ 6 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คอส ฟิลเลย์ บัตเตอร์เฮด ปัตตาเวีย วิธีการที่นิยมใช้กัน คือ การปลูกแบบไฮโดรโปรนิกส์ ถ้าจะให้พูดเข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ การปลูกพืชไร้ดิน โดยใช้น้ำที่ผสมสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อพืชหล่อเลี้ยงพืชให้เจริญเติบโต ซึ่งข้อดีของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปรนิกส์ คือ ใช้เวลาในการเตรียมพื้นที่ปลูกน้อย หากเป็นดินต้องมีการเตรียมดินและกำจัดวัชพืช นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมการให้สารอาหารได้ดีและทั่วถึงกว่า ทำให้สามารถกำหนดขนาดของพืชให้เติบโตใกล้เคียงกันได้

นอกจากการปลูกแบบไฮโดรโปรนิกส์แล้ว ผักสลัดยังสามารถปลูกลงดินได้เช่นเดียวกับผักอื่นๆ หากมีพื้นที่เหมาะสม ทั้งดินและอากาศที่เอื้ออำนวย เย็นตลอดทั้งปี ก็สามารถเพาะปลูกได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือน ซึ่งมักเรียกสั้นๆ ว่า “ผักดิน”

การปลูก ผักสลัดขาย แบบมืออาชีพ

อยากปลูกต้องลงทุนอะไรบ้าง ?

ในการลงทุนปลูกผักสลัดไฮโดรโปรนิกส์ สิ่งที่ต้องลงทุนหลักๆ ได้แก่ ที่ดิน โรงเรือน แปลงปลูก อุปกรณ์การปลูกและเมล็ดพันธุ์ต่างๆ เริ่มต้นต้องมาสำรวจก่อนว่า เรามีต้นทุนอะไรอยู่บ้าง เช่น พื้นที่ปลูกเป็นอย่างไร เหมาะสมต่อการปลูกลักษณะใด   ก่อนลงมือทำต้องมีการคำนวณคิดต้นทุนดีๆ ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และจะขายในลักษณะใด ผลผลิตที่คาดว่าจะทำได้ สามารถตอบโจทย์หรือครอบคลุมต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหรือเปล่า มีกำไรเพียงพอให้สามารถทำธุรกิจได้หรือเปล่า

การปลูกผักสลัดขายแบบมืออาชีพ

ที่ดิน หรือ พื้นที่ปลูกที่เหมาะสม !!!

ต้องมาสำรวจก่อนว่าเรามีพื้นที่ปลูกอย่างไร เป็นที่ดินของตัวเองหรือพื้นที่เช่า หรือพื้นว่างของอาคาร เช่น บนดาดฟ้าตึก มีทำเลที่ตั้งอยู่ที่ใด ใกล้กับเมืองหรือต่างจังหวัด ซึ่งพื้นที่ปลูกจะเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดวิธีการปลูกที่เหมาะสม รวมถึงลักษณะการทำธุรกิจ เช่น หากมีพื้นที่เล็กๆ อยู่ในเมือง กลุ่มลูกค้าอาจเป็นลูกค้าปลีก หรือส่งร้านอาหาร พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กๆ เป็นในลักษณะปลูกเองขายเองในละแวกใกล้เคียง หรือดัดแปลงเป็นสลัดส่งขาย หรือเปิดร้านอาหารเล็กๆ ก็ได้ จะทำให้ได้ราคาดีกว่าขายส่ง แต่หากมีพื้นที่กว้างอยู่ต่างจังหวัดหรือนอกเมืองไปไกลๆ อาจปลูกเพื่อขายในลักษณะขายส่งให้กับเจ้าประจำรายใหญ่ ซึ่งต้องการปริมาณผักที่มากและสม่ำเสมอ

การปลูกผักสลัดขายแบบมืออาชีพ ช่วยสร้างรายได้

โรงเรือนและแปลงปลูกผักสลัดสด

ควรเลือกในแบบที่สนใจ แต่ทั้งนี้ต้องดูเรื่องของสภาพพื้นที่ ขนาดที่ต้องการลงทุน และเงินทุนที่มีด้วยอุปกรณ์การปลูกและเมล็ดพันธุ์

1.อุปกรณ์ที่ใช้เพาะกล้า สามารถเลือกเป็นฟองน้ำ แกลบ หรือจะใช้เป็นเพอร์ไลท์ + เวอร์มิคูไลท์อย่างที่นิยมใช้ปลูกผักแบบไฮโดรโปรนิกส์ก็ได้ โดยเพอร์ไลท์จะเป็นก้อนเล็กๆ สีขาวไว้ช่วยยึดเกาะรากพืช ส่วนเวอร์มิคูไลท์จะเป็นก้อนแบนๆ มีสีน้ำตาลจะช่วยในเรื่องการอุ้มน้ำได้ดี

2.เมล็ดพันธุ์ มีให้เลือก 2 ชนิด คือ แบบเคลือบดินและไม่เคลือบ เมล็ดเคลือบราคาแพงกว่าหลายเท่าตัว เนื่องจากเชื่อว่ามีเปอร์เซ็นต์การงอกที่ดีกว่า

3.ปุ๋ยหรือแร่ธาตุสำคัญ ที่ใช้สำหรับปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์จะเรียกว่า ปุ๋ย A B แร่ธาตุในปุ๋ย A ประกอบด้วย แคลเซียมไนเตรท, เหล็ก ดีพี, เหล็ก โล ปุ๋ย B ประกอบด้วย โปแตสเซียมไนเตรท, แมกนีเซียมซัลเฟต, โมโนโปแตสเซียมฟอสเฟส ซึ่งแต่ละตัวจะมีฤทธิ์ความเป็นกรดด่างต่างกัน เวลาใช้จึงต้องแยกผสมน้ำทีละตัว โดยเว้นระยะเวลาให้ห่างกันเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดตะกอน พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้

การปลูกผักสลัดขายแบบมืออาชีพ

ปลูกแล้วขายที่ไหนดี ?

มีหลายตลาดให้เลือก แต่ก่อนลงทุน ควรวางแผนตั้งแต่แรกแล้วว่าจะขายแบบใด ลูกค้า คือ ใคร เกี่ยวเนื่องไปถึงปริมาณการผลิตที่สามารถผลิตได้ด้วย

ตลาดขายส่ง เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีพื้นที่เพาะปลูกเยอะ ผลิตผักได้คราวละจำนวนมากๆ ราคาที่ได้อาจจะต่ำกว่าตลาดอื่นๆ แต่อาศัยขายเร็ว ขายหมดไว

ร้านอาหาร ส่วนใหญ่จะสั่งในปริมาณไม่มาก แต่สั่งบ่อย เพราะต้องการความสดใหม่ของสินค้า รวมถึงมีข้อจำกัดในพื้นที่จัดเก็บสินค้า จุดเด่นของตลาดประเภทนี้ คือ การจัดส่งที่ดี ตรงเวลา สร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้า

โมเดิร์นเทรด เป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า แบรนด์ดิ้ง และแพ็กเกจจิ้ง สินค้าต้องได้มาตรฐาน อาจขายได้ราคาดี แต่ค่าใช้จ่ายก็ค่อนข้างสูงตามไปด้วย เช่น ค่า GP ที่คิดจากยอดขายกว่า 20 -30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

โรงงานแปรรูป ที่ส่งให้กับร้านอาหารเชนต่างๆ เป็นช่องทางที่เหมาะสำหรับฟาร์มขนาดใหญ่ และมีระบบการปลูกที่เป็นระบบ ผักทุกต้นจะมีสเปคกำหนดว่าต้องปลูกได้ขนาดเท่าไหร่ เป็นตลาดที่น่าสนใจ ราคาปานกลาง แต่มีความต้องการใช้ที่แน่นอน ผู้ที่จะเข้าตลาดนี้ได้ต้องมีมาตรฐานในการผลิต เช่น GAP GMP

ขายปลีกหน้าฟาร์ม หรือตลาดสีเขียว เป็นการขายตรงถึงมือผู้บริโภค ได้ราคาดีกว่า เหมาะสำหรับฟาร์มขนาดเล็ก มีปริมาณการผลิตไม่มาก โดยสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผักได้ เช่น การทำเป็นผักปลอดสารพิษ ไม่ใช่ยาฆ่าแมลง ผู้สนใจในช่องทางนี้ต้องเน้นการสร้างแบรนด์และทำการตลาดควบคู่กันไป

เลี้ยงกบ หรือการเพาะเลี้ยงพันธุ์กบขาย ธุรกิจทางเลือกที่จะสร้างรายได้อีกหนึ่งทาง !

การสร้างธุรกิจโดยการ เลี้ยงกบ เป็นอีกหนึ่งช่องทางในตอนนี้ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะกบได้จัดเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศจีน ประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้กบมีราคาที่สูงพอควร ทำให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจในการเลี้ยงสัตว์เพื่อขายและขยายธุรกิจ จึงเป็นทางเลือกที่ดีอย่างมาก เพราะการเลี้ยงกบเพื่อขายนี้สามารถสร้างเงินให้กับเจ้าของมามากมายแล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักการเทคนิคการเลี้ยงกบมาฝากเพื่อนๆ ที่สนใจมาให้ทำตามได้ครับ ไปดูขบวนการและขั้นตอนกันเลย

เลี้ยงกบ

สิ่งที่เกษตรกรต้องคำนึงและเตรียมตัวก่อน เลี้ยงกบ มีขั้นตอนสรุป ดังนี้

1.ต้องศึกษาหาความรู้เบื้องต้นในการเลี้ยงกบจากฟาร์มกบโดยตรง

หรือผู้ที่เลี้ยงกบอยู่แล้ว อย่าอาศัยแค่อ่านจากเว็ปหรือหนังสือ เพราะการปฏิบัติจริงต้องละเอียดอ่อนกว่ามากๆ (การเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เป็นงานที่ยุ่งยาก ลำบาก และต้องมีเวลาดูแลเอาใจใส่ตลอดทั้งวัน ต้องหมั่นสังเกตอาการ ตลอดเวลา ถ้ารู้ช้าจะเสียหายเกือบทั้งหมด และขาดทุนในที่สุด)

1.1 ต้องหาตลาดรองรับให้ได้ก่อน โดยเข้าดูได้ที่นี่

1.2 อย่าลงทุนมากในตอนแรก ให้ลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ซึ่งเราแนะนำให้เลี้ยงด้วยชุดกระชังบนดินของอบอ๊บฟาร์ม โดยเข้าดูได้ที่นี่

1.3 ลูกกบตาย อย่าทิ้งให้เอามาเลี้ยงปลาดุกต่อ โดยใช้กระชังบนดินรุ่นเลี้ยงปลาดุก ของอบอ๊บฟาร์ม โดยเข้าดูได้ที่นี่

2.กำหนดต้นทุนที่จะใช้เลี้ยงและเงินหมุนเวียนต่อเดือน โดยให้แบ่งดังนี้

2.1 เงินค่าสิ่งปลูกสร้างและทำสถานที่ใช้เลี้ยง ซึ่งเราแนะนำให้เลี้ยงด้วยชุดกระชังบนดินของอบอ๊บฟาร์ม โดยเข้าดูได้ที่นี่

2.2 เงินค่าลูกพันธุ์กบ ราคาลูกพันธุ์กบเฉลี่ยตัวละ 1 – 2 บาท (อย่าซื้อตัวเล็กมากๆ เพราะเลี้ยงไม่ค่อยรอด แม้ราคาจะถูกกว่านี้ก็ตาม ทำให้เสียกำลังใจ)

2.3 เงินค่าอาหารกบ เพื่อเลี้ยงจนจับขายได้ ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 2 – 2.5 เดือน(ถ้าใช้ลูกพันธุ์กบอายุ 45 วัน ขึ้นไป)

2.4 เงินค่ายารักษาโรค จะใช้มากถ้าระบบน้ำที่ใช้เลี้ยงไม่ค่อยดี และช่วงต้นฤดูฝน

ต้นทุนการเลี้ยงกบ เพื่อให้ได้กบโตขนาด 4 ตัว/กก. จำนวน 1 กก. เพื่อจำหน่าย (คิดให้แบบเฉลี่ยๆนะครับ)

– ค่าลูกพันธุ์กบ 4 ตัว เป็นเงิน 4 x 1 = 4 บาท ( ต้นทุนการเพาะพันธุ์ลูกกบ เพื่อเลี้ยงเอง คลิ๊กดูที่นี่ )

– ค่าอาหารกบประมาณ 1 กก. เป็นเงิน 1 x 25 = 25 บาท (ถ้าใช้ลูกพันธุ์ราคาตั้งแต่ 2 บาทขึ้นไป ค่าอาหารจะลดลงอีกเล็กน้อย)

ดังนั้น รวมต้นทุน เป็นเงิน 4 + 25 = 29 บาท/กบโต 1 กก. (ไม่รวมค่าแรง ค่าอุปกรณ์และค่าบริหารจัดการ)

ฉะนั้น ถ้าท่านเลี้ยงกบ จำนวน 1,000 กก. สมมุติจับขายที่ราคา 45 บาท/กก. โดยใช้เวลาประมาณ 2.5 เดือน

ท่านจะได้กำไร เป็นเงิน (45 – 29) x 1,000 = 16,000 บาท เฉลี่ย 6,400 บาท/เดือน

วิธีการ เลี้ยงกบ

สรุป เลี้ยงกบขายปัจจุบันมีต้นทุนเฉลี่ย 24 – 29 บาท/กบโต 1 กก.

(กำไรขึ้นอยู่กับราคาขายที่พ่อค้าคนกลางที่รับซื้อ แต่ถ้าขายปลีกในระแวกบ้านจะได้ราคาดีกว่ามากๆครับ)

ดังนั้น อย่าคาดหวังรายได้จากการเลี้ยงกบ ให้มากนัก เพราะถ้าคุณคำนวณเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรง ค่ายารักษาโรค ให้ดีคุณอาจจะพบว่าคุณแค่มีงานทำ คือ “ได้เลี้ยงกบ” แต่คุณแทบจะไม่ได้กำไรอะไรเลย จึงฝากไว้เป็นข้อคิดก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยงนะครับ ผมคนจริงใจก็บอกกันไปตรงๆแบบนี้ เพาะว่ามันเหมาะกับผู้ที่เป็นเกษตรกรอยู่แล้วและเลี้ยงกบเป็นอาชีพเสริม หากมีกบเหลือมากๆก็จำหน่ายพันธุ์ลูกกบและกบโตให้พ่อค้าคนกลางครับ

เลี้ยงกบ เพื่อขาย

เลือกรูปแบบการเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่และระบบการเปลี่ยนถ่ายน้ำ

หากคุณกำลังจะให้คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้เลี้ยงมีอายุมาก ช่วยเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมทางฟาร์มแนะนำให้คุณใช้กระชังบนดินเป็นทางเลือกแรก เพราะปลอดภัยที่สุด (บ่อดิน และบ่อปูน จะเสี่ยงต่อการลื่นล้มเป็นอัมพาฒ หรือเป็นลมแดด จมน้ำเสียชีวิตได้ เพราะอาจต้องใช้สะพานเดินลงไปให้อาหารภายในบ่อ(ถ้าบ่อใหญ่ๆ)

(แนะนำกระชังแบบตั้งบนพื้นดิน เติมน้ำใช้เลี้ยงกบได้ทันที ทั้งประหยัดและปลอดภัยที่สุด)

  1. หาฟาร์มกบ ที่จำหน่ายพันธุ์ลูกกบ ในบริวเณใกล้เคียง เพื่อสะดวกต่อการขนย้ายลูกกบ ให้มากที่สุด แต่อย่าโทรสั่งทางโทรศัพท์ ให้ลองแวะไปดูขนาดหรือของจริงก่อนซื้อจะดีและคุ้มค่าที่สุดครับ (เสียเวลาเสียน้ำมัน ดีกว่าได้ของไม่ดีหรือย้อมแมวนะครับ)
  2. ผู้เลี้ยงต้องพร้อมและมีเวลาพอสมควรเพราะการเลี้ยงกบเพื่อขายต้องหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำ หมั่นคัดขนาดลูกกบ เพื่อป้องกันกบเป็นโรคและกัดกินกันเอง
  3. ยังไม่ต้องกังวลเรื่องสายพันธุ์กบมากนัก ให้ไปซื้อลูกพันธุ์จากฟาร์มใดก็ได้มาทดลองเลี้ยงดูก่อน เพราะว่าทุกฟาร์มย่อมมีสายพันธุ์กบที่ตลาดต้องการอยู่แล้ว (ถ้าสายพันธุ์ของเขาไม่ดีจริงๆ เขาคงไม่กล้าเลี้ยงเยอะๆไว้เพื่อขายหรอกครับ)
  4. ยังไม่ต้องกังวลเรื่องการตลาดและที่ขายจนเกินไป เนื่องจากสินค้าเกษตรต้องผลิตให้ได้ก่อน จึงจะเสนอขายได้ เพราะผู้ซื้อต้องเห็นสินค้าก่อนซื้อไปบริโภค (เลี้ยงไม่ถึง 500 กก. แนะนำให้ขายในพื้นที่ใกล้เคียง เลี้ยงมากกว่านี้จะมีพ่อค้าคนกลางไปซื้อที่หน้าฟาร์มของท่านเองนะครับ) ประเทศเรามีผู้บริโภคกบอยู่ทั่วไปครับ ขายได้แน่นอน
  5. การเลี้ยงกบจะเริ่มช่วงเดือนใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นช่วงที่ราคาดีๆ เพราะถ้าท่านเริ่มเลี้ยงใหม่ๆโอกาสที่จะเลี้ยงรอดและได้ราคาดีตามช่วงที่ท่านคาดไว้ก็มีไม่มากหรอกครับ ดังนั้นให้คิดว่าเริ่มวันนี้ เริ่มไว เลี้ยงได้เลี้ยงรอดเร็วก็จะได้ขายราคาดีในรอบต่อๆไปครับ (ช่วงหน้าฝนใหม่ๆ กบจะมีราคาถูกที่สุดครับ จากนั้นจะเริ่มขึ้นจนถึงก่อนฤดูฝนถัดไป)
  6. อย่าทุบหม้อข้าวหม้อแกง แบบรอรายได้จากการเลี้ยงกบเท่านั้น ท่านต้องมีอาชีพอื่นๆทำควบคู่ไปก่อน เพราะอาชีพเกษตรจะยากตรงที่เราควบคุมธรรมชาติ ไม่ได้ คาดเดายากครับ
  7. อย่าท้อแท้เมื่อเลี้ยงครั้งแรกๆแล้วพบว่ากบตายไปมาก เพราะเป็นปกติที่การเริ่มเลี้ยงในระยะแรกๆจะต้องไม่มีผลกำไร ให้ลงทุนต่อไปและแก้ไขปัญหาต่างๆที่พบโดยปรึกษาผู้รู้หรือผู้ที่เลี้ยงกบมาก่อน
  8. ผู้ที่เริ่มเลี้ยงแนะนำให้หาซื้อลูกพันธุ์กบมาทดลองเลี้ยงสัก 1 ปี ก่อน แล้วค่อยหาพ่อแม่พันธุ์กบมาเพาะเองต่อไป จะคุ้มค่าเงินและเวลามากกว่า
  9. ราคาที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อกบที่หน้าฟาร์มส่วนใหญ่ต่ำสุดที่ 23 บาท/กก. สูงสุดที่ 65 บาท/กก. และขายปลีกตามท้องตลาดต่ำสุดที่ 60 บาท/กก. สูงสุดที่ 130 บาท/กก. สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ส่วนภาคอื่นๆราคาส่วนใหญ่สูงกว่าภาคกลางเฉลี่ย 10 – 20 บาท/กก. (ผมรวบรวมข้อมูลจากที่ผมได้เคยสอบถามจากคนที่พอรู้จักกันมาครับ โดยราคาต่ำสุดมักอยู่ในเดือน กรกฎาคม และสูงสุดที่ปลายๆเดือนเมษายน ของทุกปีครับ) ดังนั้นท่านต้องคำนวณต้นทุนการเลี้ยงดีๆก่อนตัดสินใจเริ่มเลี้ยงกบครับ

กบเลี้ยง

การเริ่มต้นเลี้ยงผู้เลี้ยงจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญๆ ได้แก่

1.ราคาขาย เมื่อกบโตได้ขนาด

ซึ่งปกติราคากบจะสูงในช่วง ปลายๆพฤศจิกายน – กลางพฤษภาคม ของทุกปี ดังนั้นกว่าที่เราจะขายกบได้ต้องเลี้ยงประมาณ 2 – 3 เดือน จึงต้องกะเวลาให้โตพร้อมขายในช่วงนี้ครับ

2.โรคที่เกิดจากกบ

จากประสบการณ์ พอจะสรุปได้ว่า กบจะเป็นโรคมากในเดือน กรกฏาคม – ตุลาคม อันเนื่องมาจากเป็นหน้าฝน เช่น โรคตาขาวขุ่น กระแตเวียน แผลพุฟอง ขาแดง ปากแดง ซึ่งสาเหตุที่เกิดจะยังไม่ชี้แจงเพราะประเด็นคือ ถ้าผู้เริ่มเลี้ยงยังไม่มีประสบการ์มากนักจะทำให้ท้อได้หากเริ่มเลี้ยงกบในช่วงนี้ และเกิดเป็นโรคขึ้น

3.แหล่งที่มาของลูกกบ แบ่งเป็นจะเพาะลูกเอง หรือหาซื้อลูกกบจากที่อื่นๆมาเลี้ยง

3.1 การเพาะลูกกบจะสำเร็จได้ง่าย(กบไข่ง่ายกว่า)ในช่วง กรกฏาคม – ตุลาคม

3.2 หาซื้อลูกกบมาเลี้ยง ช่วงกรกฏาคม – ตุลาคม ราคาลูกกบจะถูกกว่าช่วงอื่นๆ แต่ราคาจำหน่ายกบโตก็จะต่ำตามไปด้วย เช่น 25 ถึง 32 บ./กก.

กบ

ดังนั้นสรุปเป็นสูตรง่ายๆ ดังนี้

1.กรณีซื้อลูกกบจากที่อื่นๆมาเลี้ยง

1.1 เริ่มเลี้ยง ช่วงต้นฤดูหนาวหรือปลายฝน – เดือนกุมภาพันธ์

ข้อดี คือ เมื่อกบโตจะขายได้ราคาดีกว่า + โอกาสกบเป็นโรคอาจจะต่ำกว่า

ข้อเสีย คือ ลูกพันธุ์ราคาจะค่อนข้างสูง + ถ้าหนาวๆกบจะไม่ค่อยโตและตายเยอะ

1.2 เริ่มเลี้ยง ช่วงต้นฤดูฝน – เดือนกันยายน

ข้อดี คือ ลูกพันธุ์ราคาจะถูกกว่า + ลูกพันธุ์จะหาง่าย

ข้อเสีย คือ เมื่อกบโตจะขายได้ราคต่ำ + โอกาสกบเป็นโรคอาจจะสูงที่สุด

กบ ราคา

2.กรณีซื้อพ่อแม่พันธุ์กบมาเพาะลูกกบเอง

2.1 เริ่มเลี้ยง ช่วงต้นฤดูหนาวหรือปลายฝน – เดือนกุมภาพันธ์

ข้อดี คือ หากเพาะลูกได้จะสามารถขายลูกกบได้ในราคาสูง + เมื่อกบโตจะขายได้ราคาดีกว่า + โอกาสกบเป็นโรคอาจจะต่ำกว่า

ข้อเสีย คือ หากมือใหม่ก็ยากที่จะเพาะพันธุ์ได้สำเร็จง่ายๆ + ถ้าหนาวๆลูกอ๊อดจะไม่ค่อยโตและตายเยอะ

2.2 เริ่มเลี้ยง ช่วงต้นฤดูฝน – เดือนกันยายน

ข้อดี คือ การเพาะพันธุ์ลูกกบจะสำเร็จได้ง่ายๆ (กบจะไข่เยอะ)

ข้อเสีย คือ ลูกกบที่เพาะได้จะขายยากและราคาต่ำ + เมื่อเลี้ยงกบโตจะขายได้ราคต่ำ + โอกาสกบเป็นโรคอาจจะสูงที่สุด + การดูแลลูกอ๊อดค่อนข้างจะยาก บางครั้งฝนตกหนักลูกอ๊อดอาจน็อคตายทั้งบ่อ

การเลี้ยงกบเพื่อขาย

จากข้อมูลดังกล่าวที่เราได้รวบรวมไว้จากประสบกาณ์เฉพาะสถานที่ของเรา จึงสรุปได้ว่า

  1. การเลี้ยงในปีแรกๆคงจะยังไม่ได้กำไรอะไรมากนัก นอกจากได้ประสบการณ์เพื่อใช้ในปีถัดๆไป
  2. ผู้เลี้ยงต้องตั้งใจจริง ไม่ท้อ ไม่เลิกล้มกลางคัน เมื่อพบปัญหาต้องปรึกษาผู้ที่เลี้ยงมาก่อน
  3. ต้องทำใจยอมรับได้เรื่องการขาดทุนบ้างในระยะแรกหรือบางปี และไม่ท้อเมื่อเกิดปัญหา

ก็จะสรุปได้ว่าเริ่มเลี้ยงช่วงปลายฤดูฝน หรือเดือน ม.ค. จะดีและเหมาะสมกับผู้เลี้ยงมือใหม่มากที่สุดครับ

ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการเกิดโรค และก็จะขายได้ราคาดีกว่า เมื่อกบโตพร้อมขาย

เลี้ยงกุ้งฝอยขาย รายได้ใหม่ของคนที่สนใจในการสร้างธุรกิจ กิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 200 !!!

การสร้างรายได้ด้วยการเพาะ เลี้ยงกุ้งฝอยขาย กุ้งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงอย่างดีแบบต่อเนื่องมาตลอด กุ้งมีหลายสายพันธุ์และทุกๆสายพันธุ์ล้วนแล้วแต่สร้างรายได้อย่างมากมาย กุ้งฝอย เป็นกุ้งที่เลี้ยงง่ายที่สุดในบรรดากุ้งในแต่ละสายพันธุ์ ต้นทุนในการเลี้ยงก็ถูกกว่ากุ้งชนิดอื่นมาก แต่ว่ารายได้ที่ได้รับไม่แพ้บรรดากุ้งชนิดอื่นเลย แถมยังเลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ไวอีกต่างหาก ที่สำคัญเป็นที่ต้องการทางการตลาดอย่างต่อเนื่องวันนี้ผู้เขียนมีวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย สำหรับมือใหม่ที่ต้องการหารายได้เสริม หรือว่าต้องการทำเป็นอาชีพหลักก็น่าสนใจไม่น้อยเลย

การเพาะ เลี้ยงกุ้งฝอยขาย

วิธีการ เลี้ยงกุ้งฝอยขาย

กุ้งฝอยโดยปกติธรรมชาติ จะมีตามแม่น้ำหรือคูคลองต่างๆ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยจะมีให้เห็นกันมากนัก กุ้งฝอยเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นอาหาร หรือแม้กระทั่งนำไปเป็นอาหารของสัตว์ชนิดอื่น เพราะฉนั้นชาวเกษตรกรจึงหันมาให้ความสนใจและเพาะเลี้ยงกันเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและการขยายพันธ์ุของกุ้งฝอยนั้นขยายพันธ์ุได้ง่ายและใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงไม่นาน แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ปัญหาในการเพาะเลี้ยงก็มีแตกต่างกันออกไป วันนี้ผู้เขียนก็มีข้อมูลและเทคนิคในการเลี้ยงกุ้งฝอยมาฝากท่านผู้อ่านมือใหม่ที่กำลังสนใจในการเลี้ยงกุ้งฝอยกันคะ

สำหรับผู้ที่สนใจจะเลี้ยงกุ้งฝอย ถ้ามีพื้นที่ไม่มากนักสนใจเพาะเลี้ยงในบ่อปูน ผู้เขียนก็มีเทคนิคในการเตรียมบ่อก่อนลงเลี้ยงกุ้งฝอยคะ

การเพาะ เลี้ยงกุ้งฝอยขาย ด้วยบ่อปูน

การเตรียมบ่อปูนก่อนลงกุ้งฝอย วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้

-ต้นกล้วยแก่

-เกลือทะเล 1-2 กำมือ

-พืชน้ำเช่นจอกแหนต่างๆ

-ท่ออ๊อกซิเจน

-ใบก้ามปูแห้ง

การเลี้ยงกุ้งฝอยขาย

วิธีและขั้นตอนในการเตรียมบ่อก่อนลงกุ้งฝอยสำหรับ บ่อปูน

ใส่น้ำให้เต็มบ่อปูนแล้วตัดต้นกล้วย ใส่ลงไปแช่ในบ่อผ่าเป็นซึกกลางแล้วตัดเป็นท่อนๆ แช่ไว้ในบ่อประมาณ 7-14 วันเป็นอย่างน้อย

เมื่อแช่ต้นกล้วยในบ่อได้ตามวันเวลาที่กำหนดแล้ว ให้เอาน้ำจากออกจากบ่อปูนให้หมด ใส่น้ำลงไปให้เต็มบ่อปูน และใส่เกลือทะเล ลงไปในบ่อปูนประมาณ 1-2 กำมือ พักน้ำไว้ 1 วัน น้ำที่ใช้ถ้าเป็นน้ำปะปาก็จะมีดีกว่าน้ำบาดาล แต่ว่าก็จะมีข้อเสียคือมีคลอรีนเพราะฉนั้นจึงจำเป็นต้องแช่บ่อเพื่อให้คลอรีนเจือจาง และก็เปิดอ๊อกซิเจนเพื่อเพิ่มอากาศให้กับน้ำในบ่อปูน

เมื่อได้เตรียมความพร้อมของบ่อปูนและได้เตรียมน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็หาพืชน้ำมาลงบ่อ แต่ก่อนที่นำพืชน้ำต่างมาลงในบ่อควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาใส่ในบ่อ เพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆที่ติดมากับพืชที่จะนำมาใส่ และุถ้าให้ดี ใส่ใบก้ามปูแห้งลงไปในบ่อด้วยก็ดีเพราะจะป้องกันโรคพยาธิในกุ้งฝอยได้ด้วย

เรียบร้อยแล้วคะเทคนิคง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้าม ลองนำมาประยุกต์ใช้ก่อนการเลี้ยงกุ้งฝอย สำหรับกุ้งฝอยที่จะนำมาลงเลี้ยงนั้น หาได้ง่ายๆตามแหล่งธรรมชาติ หรือเลือกซื้อตามตลาดที่แม่ค้าพ่อค้านำมาขาย ก็เลือกเอาที่ท้องมีไข่ มาเพาะเลี้ยงไม่เกิน 1 สัปดาห์ ลูกกุ้งก็จะออกมาเดินเต็มบ่อให้เราชื่นชมแล้ว แต่ก่อนที่จะนำกุ้งฝอยลงบ่อ ก็ต้องมีการจัดการให้ดีก่อนการนำไปลงในบ่อ

เทคนิคก่อนนำพันธุ์กุ้งมาลงบ่อปูนที่เตรียมไว้

เทคนิคก่อนนำพันธุ์กุ้งมาลงบ่อปูนที่เตรียมไว้

นำกุ้งมาใส่ไว้ในถังหรือกะละมัง แล้วนำน้ำที่เราเตรียมไว้ในบ่อปูน มาใส่พอให้ท่วมตัวกุ้ง ใส่อ๊อกซิเจนเปิดเบาสุด พักไว้ประมาณ 10 นาที แล้วก็ให้คัดกุ้งฝอยตัวที่ตายออก ทิ้งให้กุ้งปรับตัวเข้ากับสภาพน้ำได้แล้ว ก็ให้นำไปใส่บ่อปูนที่เตรียมไว้ ทำให้เบามือที่สุดป้องกันไม่ให้กุ้งเกิดอาการตกใจ

เทคนิคและขั้นตอนในการเตรียมบ่อปูนและเตรียมน้ำ ก่อนนำกุ้งฝอยลงไปเพาะเลี้ยงเป็นวิธีการง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับกุ้งฝอยที่เราได้นำลงในบ่อแล้ว นั้นสำหรับอาหาร ช่วงวันแรกไม่ต้องให้อาหารเพียงให้สังเกตุดูว่ากุ้งจะปรับสภาพเข้ากับบ่อและน้ำที่เราได้เตรียมไว้ได้มากขนาดไหน

ระยะเวลาในการให้อาหารกับกุ้งนั้น ควรเป็นวันที่ 2 หรือ 3 หลังจากที่ได้นำลงไปบ่อแล้ว สำหรับอาหารกุ้งก็จะมีหลายอย่างด้วยกัน เพราะกุ้งฝอยเป็นสัตว์ประเภทที่เลี้ยงง่าย กินอาหารได้เกือบทุกอย่าง เช่น อาหารของกุ้งฝอย/อาหารปลาดุก บดละเอียด/รำ ผสม กับไข่แดงต้มสุก/อาหารสำเร็จสำหรับกุ้ง/เต้าหู้หลอด การให้อาหารกุ้งฝอยไม่ควรให้เยอะ ให้แค่วันล่ะ1ครั้ง ช่วงเย็นๆก็พอ อาหารเสริมก็จะเป็นประเภท ไส้เดือนกับไรแดงคะ

การแยกแม่พันธ์กุ้งฝอยนั้นก็ดูไม่ยาก เมื่อเพาะเลี้ยงไปได้ ไม่น่าจะเกิน2สัปดาห์ ให้ลองตักขึ้นมาคัดตัวตัวกุ้งฝอยที่ท้องเริ่มมีไข่ ให้คัดออกแยกบ่อ เพื่อจะได้ขยายพันธ์ุต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดการแออัดของจำนวนกุ้งด้วย กุ้งฝอยนั้นจะผสมพันธุ์กันตลอดทั้งปี และกุ้งฝอย1แม่จะสามารถออกไข่ได้ ประมาณ 60-80 ฟอง เพราะฉนั้นแล้วจึงจำเป็นต้องคัดแม่กุ้งฝอยที่ท้องมีไข่ออกจากบ่อเดิมและเมื่อแม่กุ้งได้สลัดไข่ออกลงเดินแล้ว ต้องจับแยกแม่กุ้งออกจากบ่อทันทีด้วยเพราะแม่กุ้งจะกินตัวอ่อนของตัวเอง

สำหรับการเพาะเลี้ยงในกระชัง หรือ เลี้ยงในบ่อดิน ถ้าบ่อไม่ได้เลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำชนิดอื่นมาก่อน ก็ให้เตรียมบ่อโดยการใส่ปุ๋ยคอกลงไปในบ่อดิน ประมาณ 30-50 กก ต่อบ่อโดยใส่น้ำไม่ให้สูงเกิน 30 เซนติเมตร พักไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ จนปุ๋ยคอกเริ่มเป็นสีเขียวเหมือนตะไคร่น้ำค่อยใส่น้ำเข้าไปให้เต็มบ่อ แล้วให้หาพืชน้ำมาลงในบ่อ เพื่อเลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด

ระยะเวลาในการจับกุ้งฝอยเพื่อจำหน่าย ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนก็สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงได้แล้วการเลี้ยงในบ่อดินหรือตามสวนต่างๆจะสามารถ ให้จำนวนการขยายพันธ์ุได้มากกว่าการเลี้ยงในบ่อปูนเพราะมีพื้นที่มากกว่า อาหารกุ้งฝอยที่เลี้ยงในบ่อดิน สามารถให้ได้แบบเดียวกันกับการเลี้ยงในบ่อปูน

การเพาะ เลี้ยงกุ้งฝอยขาย ในบ่อปูน

ราคาของกุ้งฝอย ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมล่ะ 200-400 บาท ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจอาชีพหนึ่งทีเดียว

กุ้งฝอยนอกจากจะเลี้ยงเพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารที่ยอดฮิต อย่างกุ้งเต้น หรือเรียกกันแบบสวยๆอย่างกุ้งโคโยตี้แล้วก็ยังมีอีกหลายเมนูที่นิยมกันนำไปรับประทาน และสำหรับท่านที่เลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมหรือรายได้หลักแล้วล่ะก็ การเพาะเลี้ยงกุ้งฝอยถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจมากทีเดียว เนื่องจากว่า ต้นทุนและการดูแลไม่มากเหมือนกับกุ้งชนิดอื่น และยังเป็นที่ต้องการทางตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นอาหารของเราๆท่านๆแล้ว ยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นอาหารของสัตว์น้ำได้อีกด้วย ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเว็บ ไม่มากก็น้อย เพราะคนที่สนใจในการเลี้ยงกุ้งฝอยนี้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่กำลังจะสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง

ถั่วงอก สร้างธุรกิจแบบคนรุ่นใหม่ด้วยการปลูกถั่วงอกขาย สร้างรายได้หลายหมื่นบาท !!!

การสร้างรายได้ด้วยการปลูกผักเพื่อเป็นลู่ทางการทำมาหากินที่สามารถทำเงินให้กับเจ้าของธุรกิจ ซึ่งจำนวนเงินที่ได้นั้นอาจมากกว่าเดือนละหมื่นกว่าบาท และวันนี้เราจะพาทุกคนที่สนใจอยากสร้างรายได้ด้วยการปลูก ถั่วงอก ทางเรามีเทคนิคดี ๆ มาฝากผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการเริ่มต้นธุรกิจโดยการปลูกผักที่เกิดง่าย ขึ้นเร็ว ทำเงินได้ และหากถามว่า ผักอะไรเอ่ย ? ที่ใช้เวลาในเวลาการเพาะปลูกน้อยที่สุด หลายๆคนคงตอบได้อย่างทันทีเลยว่า”ถั่วงอก” วันนี้จะมาแนะนำอาชีพเสริมจากการเกษตรแบบง่ายๆที่สร้างรายได้ให้กับเราอย่างไม่น้อยเลยทีเดียว นั่นก็คือ “การเพาะถั่วงอกขาย”นั่นเอง

ถั่วงอกเกิดจากการเพาะเมล็ดถั่ว ซึ่งสามารถเพาะได้จากถั่วหลายชนิด แต่เมล็ดถั่วเขียวจะเป็นที่นิยมที่สุด ถั่วงอกถือว่าเป็นผักที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงทั้งโปรตีนและเกลือแร่ เวลาที่ใช้ในการเพาะถั่วงอกนั้นก็แสนสั้นใช้เวลาเพียง 3-4 วัน และที่สำคัญถั่วงอกเป็นผักที่ยังมีความต้องการในตลาดสูง เพราะในการปรุงอาหารทั้งไทย จีน อาหารพื้นบ้าน อาหารเจและมังสวิรัต ก็ยังใช้ถั่วงอกเป็นส่วนประกอบหรือเป็นเครื่องเคียง

การเพาะถั่วงอกเพื่อขายนั้น จึงถือว่าเป็นธุรกิจทำเงินที่น่าสนใจและยังคงมาแรงถึงยุคปัจจุบันเลยทีเดียว จึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้ถึงวิธีทำเงินจากการเพาะถั่วงอกเพื่อขายไว้เป็นทางเลือกของอาชีพเสริมกันคะ

การเพาะ ถั่วงอก ขาย

วิธีการเพาะ ถั่วงอก เพื่อขาย

การเพราะถั่วงอก มีหลากหลายวิธี เช่น เพาะในทราย เพาะในขวดน้ำ หรือเพาะในหม้อดิน และอีกหลายวิธี แต่วันนี้ มีวิธีการเพาะถั่วงอกเพื่อขาย ที่เหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด แต่จะได้ปริมาณถั่วงอกที่มาก ด้วยวิธีการง่ายๆเหมาะผู้เริ่มต้นกับการเกษตรเชิงสร้างสรรค์ นั่นก็คือ “การเพาะถั่วงอกคอนโด” เราไปดูกันเลยคะว่ามีอุปกรณ์อะไรและมีวิธีการเพาะถั่วงอกคอนโดอย่างไร

ถั่วงอก ราคา

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเพาะถั่วงอกคอนโด

  1. ถังขนาด 30 ลิตร มีฝาปิดและทึบแสง นำมาเจาะรูที่ก้นถังให้ทั่วเพื่อระบายน้ำที่รดถั่วงอก
  2. ผ้ากระสอบ ตัดเป็นวงกลมเท่ากับขนาดก้นถัง จำนวน 7 ผืน
  3. ตะแกรงปิ้งปลา ให้นำมาดัดขาให้สูง 1 นิ้ว จะใช้วางที่ก้นถัง เพื่อให้ถั่วงอกคอนโดชั้นแรกหยั่งรากได้
  4. ตะแกรงไนล่อน หรือตาข่ายพลาสติก ต้องมีรูเล็กกว่าเมล็ดถั่ว นำมาตัดเป็นวงกลมให้เท่ากับขนาดก้นถัง จำนวน 5 ใบ
  5. เมล็ดถั่วเขียว ครึ่งกิโลกรัม นำมาคัดเมล็ดลีบเสียทิ้งไป แล้วแช่เมล็ดถั่วในน้ำอุ่น อัตราส่วน น้ำร้อน:น้ำเย็น 1:1 นาน 4 ชั่วโมง ถ้าแช่ในน้ำธรรมดา นาน 8 ชั่วโมง เมื่อครบชั่วโมงให้นำมาล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง จากนั้นไปเริ่มวิธีการเพาะถั่วงอกคอนโดกันเลยคะ

การปลูกถั่วงอกขาย

ขั้นตอนการเพราะถั่วงอกคอนโด

ก่อนอื่นเราต้องลวกอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคก่อนนะคะ จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนการเพาะถั่วงอกคอนโดได้เลย

  1. วางตะแกรงปิ้งปลาลงที่ก้นถัง แล้ววางทับด้วยผ้ากระสอบ 1 ผืน วางตะแกรงไนล่อน 1 ใบ ทับบนผ้ากระสอบ
  2. วางเมล็ดถั่วส่วนลงบนตะแกรงไนล่อน เกลี่ยให้ทั่วตะแกรง เทคนิคคืออย่าวางเมล็ดถั่วซ้อนกัน ถั่วงอกจะได้งอกสมบูรณ์และอวบน่ารับประทาน
  3. ทำเช่นเดียวกันจนครบทั้ง 5 ชั้น ปิดทับถั่วเขียวชั้นบนสุดด้วยผ้ากระสอบ 2 ผืน ใช้ฝักบัวรดน้ำให้ชุ่ม แล้วปิดฝาถัง
  4. ใช้ฝักบัวรดน้ำทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ละครั้งให้สังเกตน้ำที่ระบายออกมาจากรูก้นถัง หากยังมีอุณหภูมิสูง ให้รดน้ำต่อไปจนกระทั่งน้ำมีอุณหภูมิปกติ ทำเช่นนี้ 2 คืน 3 วัน
  5. เมื่อครบ 3 วัน ให้เตรียมกะละมังใส่น้ำ ยกแผงของถั่วงอกออกมาจากถัง แล้วจะเห็นว่าต้นถั่วงอกจะอยู่ด้านบนของตะแกรงไนล่อนค่ะ ส่วนรากถั่วงอกจะทะลุผ่านผ้ากระสอบ ให้ใช้มีดปาดที่โคนต้นถั่วงอกด้านที่ติดกับตะแกรงไนล่อนลงสู่กะละมัง ล้างถั่วงอกที่ตัดรากแล้วให้สะอาด ถั่วงอกก็พร้อมที่จะนำไปบรรจุถุงเพื่อเตรียมจำหน่ายต่อไป เป็นอันเสร็จขึ้นตอนการเพาะถั่วงอกคอนโดแล้วคะ

ถั่วงอก ราคา

ช่องทางการขายถั่วงอกคอนโด

ช่องทางทำเงินจากการขายถั่วงอกคอนโดนั้น มีทั้งในตลาดขนาดเล็ก เช่น ตลาดในหมู่บ้าน ในชุมชน หรือถ้าทำเป็นธุรกิจหลัก ก็สามารถติดต่อกับตลาดค้าส่งผักได้อีกด้วย ถั่วงอกคอนโดยังสามารถทำกลยุทธ์ทางการตลาดได้ ด้วยการบรรจุหีบห่อที่สวยงาม แล้วพิมพ์ข้างถุงได้เลยค่ะว่าเป็นถั่วงอกคอนโดปลอดสารเคมี อุปกรณ์ที่เราใช้ในการเพาะถั่วงอกครั้งแรกทั้งหมดก็สามารถใช้ซ้ำและมีอายุยาวนาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการเก็บรักษา จึงถือว่าประหยัดต้นทุนมากคะ

ถั่วงอก

สรุปการปลุกถั่วงอกคอนโดเพื่อขาย

การเพาะถั่วงอกคอนโดนั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคด้วยค่ะ เพราะไม่ได้ใช้สารเคมีใด ๆในการเพาะปลูกเลย สบายใจทั้งผู้ผลิตและผู้รับประทาน การลงทุนก็เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว ซื้ออุปกรณ์ในช่วงเริ่มแรก จากนั้นก็สามารถใช้อุปกรณ์เดิมในการเพาะถั่วงอกได้ในครั้งต่อ ๆไป ทำให้ประหยัดต้นทุนได้มากเลยค่ะ หรือจะเพราะถั่วงอกเพื่อกินเองในครอบครัว ก็ยิ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย มีเงินเหลือเก็บเหลือออมไว้ลงทุนด้านอื่น ๆ ยังไงเพื่อนๆก็ลองพิจารณาการเพาะถั่วงอกคอนโดเพื่อขายเผื่อไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของอาชีพเสริมกันดูนะคะ เพราะการปลูกผักที่มีอายุการเจริญเติบโตเพียงไม่นานและยังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย

สร้างรายได้ด้วย ธุรกิจของคนรุ่นใหม่ การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ทำรายได้นับหมื่นต่อเดือน !!!

เมื่อคนรุ่นใหม่สนใจในการเกษตร หรือว่างจากการทำงานประจำ หรือคนที่หันมาสนใจ เลี้ยงกุ้งก้ามแดง ใช้ซอกเล็ก ๆ ของบ้านทำรายได้นับหมื่นบาทต่อเดือน ที่บ้านเลขที่ 24 หมู่ 3 ต.วังธง อ.เมือง จ.แพร่ นางฤทัยรัตน์ สุวรรณเจริญ อายุ 34 ปี เป็นพนักงานราชการประจำอยู่ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ ได้เกิดความคิดที่จะสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง โดยการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ขายเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

เลี้ยงกุ้งก้ามแดง คือ

การเริ่มทำธุรกิจ การเพาะ เลี้ยงกุ้งก้ามแดง

เจ้าของธุรกิจได้กล่าวว่า ราวปี 2556 เริ่มรู้จักกุ้งก้ามแดงและตัดสินใจซื้อมาเลี้ยง 30 ตัว ตัวเมีย 20 ตัว ตัวผู้ 10 ตัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตายหมดทั้งบ่อ แต่ไม่ท้อซื้อมาเลี้ยงใหม่อีก 100 ตัว วิธีการเลี้ยงจากลองผิดลองถูก ศึกษาด้วยตัวเอง การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงใช้ต้นทุนไม่สูง สามารถเลี้ยงได้ในอ่างเล็ก ๆ กะละมังซักผ้าที่ผสมปูนก็เลี้ยงได้ หรืออาจใช้บ่อซีเมนต์หรือใช้บ่อพลาสติก และถ้ามีที่มาก ๆ เป็นบ่อดิน ก็ยิ่งทำให้กุ้งเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี

กุ้งก้ามแดง วิธีเลี้ยงที่ดี

กุ้งก้ามแดงกินสัตว์เป็นอาหาร ทำให้ต้องระวังไม่ให้กินกันเอง คือกุ้งต้องมีที่หลบซ่อนตัวอย่างเพียงพอเวลาลอกคราบ เพราะตัวจะอ่อนมาก อาจเป็นอาหารให้กับพวกกันเองได้ จึงต้องทำที่หลบมุมให้มาก ๆ ตัวเล็กก็ใช้ตาข่ายพลาสติกที่ทำมุ้งลวดหรือตู้กับข้าวเก่าๆ นำมาวางในน้ำให้เป็นที่หลบซ่อนตัว ส่วนกุ้งตัวใหญ่ใช้ท่อพีวีซีตามขนาดตัวตัดพอดีตัวใส่ไว้ในบ่อกุ้ง กุ้งจะเข้าไปหลบซ่อนเอง

อาหารที่นิยมใช้กันคืออาหารเม็ด เพราะเป็นอาหารสำเร็จที่เหมาะสมกับทั้งสภาพน้ำและความสะดวกของผู้เลี้ยง แต่ที่ฟาร์มจะใช้อาหารเม็ดขนาดใหญ่ขนาดเดียว ถ้าเป็นตัวเล็กก็ใช้บดให้เล็กลง ส่วนอาหารที่ทำให้กุ้งเติบโตดีและต้องการมากในช่วงขยายพันธุ์คือไส้เดือน

กุ้งก้ามแดง ราคา

การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์

เนื่องจากกุ้งก้ามแดงเป็นกุ้งน้ำจืด มีการผสมพันธุ์กันเองภายในบ่อ คือต้องใส่ตัวผู้ 20-30 เปอร์เซ็นต์ และกุ้งส่วนใหญ่เป็นตัวเมีย ช่วงที่กุ้งผสมพันธุ์สังเกตได้ว่าตัวผู้จะกินอาหารมากกว่าปกติ เมื่อเห็นกุ้งเริ่มอุ้มท้อง ลำตัวกุ้งตัวเมียจะงอรองรับไข่ใต้ท้องไว้ ควรแยกออกมาเลี้ยงต่างหาก รอให้กุ้งวางไข่ออกเป็นตัว แล้วจึงแยกพ่อแม่พันธุ์ออกภายใน 45 วัน ไข่กุ้งจะฟักเป็นตัว แม่หนึ่งให้ไข่มากถึง 800 ฟอง คัดแยกลูกกุ้งออกเลี้ยงในบ่ออนุบาล เลี้ยงด้วยอาหารเม็ดบด ตรวจสภาพน้ำทุก 15 วัน ลูกกุ้งจะได้มากน้อยขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าสามารถดูแลได้ดี ไม่ให้กินกันเอง ไม่ให้น้ำเสีย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญ

วิธีแก้ปัญหาสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง

ถ้าผู้เพาะเลี้ยงหมั่นดูแลคุณภาพน้ำ รักษาความสะอาดพื้นบ่อดี เนื้อตัวของกุ้งก้ามแดงก็จะสะอาดและไม่เกิดโรคแน่นอน การใช้แร่ธาตุและจุลินทรีย์ในบ่อปูนและบ่อผ้าใบ

ในระหว่างการเพาะเลี้ยง ทุก ๆ 5-7 วัน เราจะมีใช้จุลินทรีย์ช่วยเพื่อช่วยย่อยสลายของเสียภายในบ่อ กำจัดแก๊ส หรือจำพวกแอมโนเนียที่เกิดขึ้นจากขี้กุ้ง เศษอาหารที่เหลือ และเน่าเสียสะสม ในการดำรงชีวิตของกุ้ง กุ้งจะดูดซึม และดึงแร่ธาตุในน้ำมาใช้ ร่วมกับการสะสมอาหารไปในตัวเพื่อการเจริญเติบโตที่ดีและในทุก ๆ 7-14 วัน

จะมีการเติม “แร่ธาตุรวม” ทีละน้อย ๆอย่างสม่ำเสมอในอัตราส่วนน้ำ 500 ลิตร/1 ช้อนโต๊ะ เพื่อเพิ่มแร่ธาตุในน้ำ และป้องกันกุ้งขาดแร่ธาตุ ลอกคราบไม่ผ่าน ไม่มีเรี่ยวแรงหลังลอกคราบ เปลือกนิ่ม ตัวนิ่ม ช่วยให้กุ้งฟื้นตัวเร็วหลังลอกคราบ ช่วยลดอัตราสูญเสีย เพิ่มอัตรารอด แก้ปัญหากุ้งเป็นตะคริว ช่วยให้กุ้งแข็งแรงต้านทานโรค ได้ผลผลิตที่ดีและยั้งยืนต่อไปครับ

หลังจากการเพาะเลี้ยงจนชำนานแล้วหรือพร้อมที่จะจำหน่ายแล้วอย่าลืมไปจดทะเบียนเลี้ยงกุ้งก้ามแดงกับสำนักงานประมงประจำอำเภอด้วยนะครับ ไม่ยุ่งยาก 30 นาทีก็เรียบร้อยแล้ว

เลี้ยงกุ้งก้ามแดงในบ่อปูน

การจำหน่ายกุ้งก้ามแดง

สามารถจำหน่ายได้ตั้งแต่ฟักเป็นตัว เพราะตลาดมีความต้องการสูง แต่ที่ฟาร์มจะเลี้ยงลูกกุ้งไว้ 3-4 เดือน ให้มีขนาดใหญ่ 1.5 นิ้ว จะเริ่มจำหน่ายตัวละ 30 บาท ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดีจะมีลูกกุ้งจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี โดยใช้พื้นที่เล็ก ๆ ซอกข้างบ้านก็สามารถทำได้ ปัจจุบันมีรายได้จากการจำหน่ายลูกกุ้งแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท

เป้าหมายจริง ๆ ต้องการเลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อ ขนาด 20 ตัว 1 กิโลกรัม จำหน่ายกันที่กิโลกรัมละ 500 บาท ส่วนขนาดใหญ่มาก ๆ ร้านอาหารใหญ่ๆ ต้องการมากคือ 4 ตัว 1 กิโลกรัมราคาจะอยู่ที่ 1,000 บาท ใช้เวลาเลี้ยง 1 ปีเศษ การเพาะเลี้ยงจำหน่ายที่บ้านมีน้อง ๆ นักเรียนนักศึกษา ผู้สูงอายุ ซื้อไปเลี้ยงดูเล่นกัน ในที่สุดก็เติบโตออกลูกจำหน่ายได้ ทำรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี

กุ้ง ก้าม แดง ของ โครงการ หลวง

กุ้งก้ามแดงเป็นชื่อที่คนไทยเรียกกัน แต่ชื่อของกุ้งชนิดนี้คือ กุ้งเครย์ฟิช หรือกุ้งล็อปสเตอร์นั่นเอง ถือเป็นกุ้งที่เลิศรสยอดนิยมของคนทั่วโลกที่รู้จักกันเป็นอย่างดี โดยยังเป็นกุ้งที่มีรสชาติอร่อยที่สุดในกลุ่มกุ้งแม่น้ำด้วยกัน กุ้งชนิดนี้เข้ามาในเมืองไทยและทดลองเลี้ยงอยู่ที่โครงการหลวงดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ นานแล้ว เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญและนำเข้ามาศึกษาเพาะเลี้ยงจนเกิดองค์ความรู้การเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ในเมืองไทย ปัจจุบันเริ่มแพร่หลายกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่คนไทยกำลังให้ความสนใจ

เทคนิคการปลูกไม้มงคล ” ว่านสี่ทิศฮอลแลนด์ ” อีกทางเลือกอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ !!!

วันนี้การปลูกไม้มงคลขาย อาชีพเสริมช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนที่มีความสนใจที่อยากจะสร้างอาชีพด้วยการปลูกไม้มงคล ว่านสี่ทิศฮอลแลนด์ สำหรับใครหลายๆ คนมีความเชื่อเรื่องโชคลางและความเป็นมงคล โดยการนำไม้มงคลมาปลูกไว้ภายในบริเวณบ้านเป็นความเชื่อของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ ทำให้การปลูกไม้มงคลขายกลายเป็นอาชีพหลักและเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ของใครหลายคน

ไม้มงคลมีหลายประเภท และหลายชนิดทั้งไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา และไม้ประดับที่เป็นทั้งไม้ดอกและไม้ใบ ว่านสี่ทิศฮอลแลนด์ ก็เป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมเพราะเป็นไม้มงคลประจำวันเกิดที่มีความสวยงาม สำหรับคนที่สนใจปลูกว่านสี่ทิศฮอลแลนด์ขายเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

การปลูก ว่านสี่ทิศฮอลแลนด์วิธีการปลูก ว่านสี่ทิศฮอลแลนด์

วันนี้ผู้เขียนมีเกร็ดความรู้ดี ๆ มาฝากเพื่อน ๆ ที่สนใจที่จะปลูกไม้มงคลเพื่อสร้างรายได้เสริม การปลูกว่านสี่ทิศฮอลแลนด์ขายเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ว่านสี่ทิศฮอลแลนด์เป็นสายพันธุ์ที่สวยงามมีดอกและขนาดของลำต้นที่ใหญ่กว่าว่านสี่ทิศทั่วไป เป็นต้นไม้มงคลนำเข้าที่ให้ช่อดอกได้ 2-3 ช่อ ทำให้ได้รับความสนใจและนิยมนำไปปลูกเพื่อให้มีโชคลาภตามความเชื่อ การปลูกว่านสี่ทิศฮอลแลนด์เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ สิ่งแรกก็คือต้องมีความรู้หรือดูหัวว่านสี่ทิศซึ่งเป็นสายพันธุ์ต่างประเทศให้เป็นหรือดูให้ออก

ว่านสี่ทิศฮอลแลนด์ ราคา

เพราะว่านสี่ทิศจะมีขนาดหัวต่างกันตามสายพันธุ์ หากเลือกไม่ดีก็อาจจะได้พันธุ์พื้นเมืองมาปลูกทำให้เสียเวลาและยังได้ราคาที่ต่ำกว่าสายพันธุ์จากต่างประเทศ เช่นว่านสี่ทิศฮอลแลนด์วิธีปลูกก็ไม่ยุ่งยากเพียงนำดินที่มีจำหน่ายอยู่ตามร้านขายต้นไม้มาใส่ลงในกระถางดินแล้วนำหัวว่าน 1-2 หัว กดฝังลงในดินให้แน่นแต่อย่าให้ลึกเกินไปควรปลูกว่านให้โผล่พ้นดินเล็กน้อย เมื่อปลูกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม และไม่ควรรดน้ำบ่อยเพราะจะทำให้รากเน่าควรเว้นระยะประมาณ 5-7 วันหรือเมื่อดินเริ่มแห้งหากต้องการปลูกขายให้ได้ราคาดีสามารถนำกระถางไปตั้งประดับไว้บริเวณทางเข้าบ้านหรือหน้าประตูบ้านซึ่งมีแสงรำไร

ตามความเชื่อที่ว่าจะนำทางชีวิตให้ดียิ่งๆขึ้นก็ควรปลูกลงในกระถางที่มีความสวยงาม ความเชื่อในเรื่องของโชคลางโดยการนำไม้มงคลต่าง ๆ มาปลูกไว้ภายในบริเวณนอกจากทำให้รู้สึกมีพลัง มีความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจหรือทำอาชีพเสริมเพิ่มรายได้แล้ว ว่านสี่ทิศฮอลแลนด์ยังเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่มีความสวยงาม ช่วยทำให้บรรยากาศหรือภูมิทัศน์ภายในบ้านมีความเป็นธรรมชาติและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

ว่านสี่ทิศฮอลแลนด์ ปลูกยังไงเรามาทำความรู้จักกับว่านสี่ทิศฮอลแลนด์ !!!

ว่านสี่ทิศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Hippeastrum johnsonii Bury จัดอยู่ในวงศ์ AMARYLLIDACEAE เช่นเดียวกับกระเทียม กุยช่าย พลับพลึงขาว พลับพลึงแดง พลับพลึงตีนเป็ด หอมแดง และหอมใหญ่

ต้นว่านสี่ทิศ เป็นไม้ดอกพุ่มสูงประมาณ 35-60 เซนติเมตร มีลำต้นเป็นหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน โดยส่วนที่โผล่ขึ้นมาจะเป็นส่วนของก้านและใบ โดยหัวของว่านสี่ทิศจะมีลักษณะคล้ายกับหัวหอมใหญ่

ใบว่านสี่ทิศ ใบจะมีลักษณะคล้ายรูปหอกเรียวยาว มีสีเขียวสดเป็นมัน ใบค่อนข้างหนา ขอบใบเรียบ กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร

ดอกว่านสี่ทิศ ดอกจะออกเป็นช่อที่ปลายก้านประมาณ 4-8 ดอก หันไปทั้ง 4 ทิศ ดอกคล้ายรูปถ้วย มีขนาดประมาณ 8-15 เซนติเมตร กลีบดอกมี 6 กลีบ มีทั้งสีแดง สีชมพู และสีขาว โดยว่านสี่ทิศจะออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน และการปลูกว่านสี่ทิศจะขยายพันธุ์โดยวิธีการแยกหัวในทรายหรือดินปลูก แล้วกลบดินตื้น ๆ เพียงคอหัว

ว่านสี่ทิศ ( Wan-see-tit) เป็นพรรณไม้อายุสั้นที่ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง เวลาปลูกควรใส่ปุ๋ยสูตรที่มีโพแทสเซียมด้วย เพราะจะช่วยบำรุงหัวให้โต เมื่อดอกโรยก็รดน้ำเลี้ยงต่อไปให้หัวเก็บสะสมอาหารจนถึงต้นฤดูหนาว ไม้หัวส่วนใหญ่จะพักตัวจึงควรงดให้น้ำในช่วงฤดูนี้

สร้างรายได้ด้วยการปลูกว่านสี่ทิศฮอลแลนด์สรรพคุณของว่านสี่ทิศ

ใช้รักษาฝีประเภทต่าง ๆ เช่น ฝีมะม่วง ลำมะลอก ฝีหัวเดือย ฝีมะตอย ฝีประคำร้อย ด้วยการใช้หัวนำมาโขลกผสมกับเหล้าโรง 40 ดีกรีแล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นฝี

สรรพคุณของว่านสี่ทิศ

ประโยชน์ของว่านสี่ทิศ

ใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ เพราะมีดอกและสีที่งดงาม และยังถือว่าเป็นว่านมงคลอีกด้วย ในการขึ้นบ้านใหม่คนไทยก็นิยมปลูกว่านสี่ทิศไว้ในบริเวณบ้านด้วยเช่นกัน โดยจะปลูกไว้ทางทิศเหนือ ด้วยเชื่อว่าจะช่วยเสริมดวงให้เจริญก้าวหน้า มีวาสนาบารมี ช่วยปกป้องคุมครองภัยต่าง ๆ

ว่านสี่ทิศตามความเชื่อแล้วจะเปรียบเสมือนกับต้นไม้เสี่ยงทาย หากผู้เลี้ยงว่านสี่ทิศสามารถปลูกให้ออกดอกพร้อมกันได้ทั้งสี่ดอกนั้น เชื่อว่าจะทำให้ผู้เลี้ยงมีโชคมีลาภ และในช่วงที่ว่านสี่ทิศกำลังออกดอกทั้งสี่อยู่นั้น ผู้เลี้ยงว่านสี่ทิศคิดการใดก็จะประสบความสำเร็จ สมดั่งคาดหมายทุกประการ แต่หากว่าว่านสี่ทิศที่เลี้ยงอยู่นั้นออกดอกไม่ครบทั้งสี่ดอกหรือออกดอกแค่ 2 หรือ 3 ดอก ก็จะเป็นเหมือนจะเป็นลางบอกเหตุว่าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดแก่ผู้เลี้ยง ดวงชะตากำลังตก ซึ่งไม่เป็นผลดีเท่าไหร่นัก

สร้างรายได้ด้วยวิธีการเพาะ ” ต้นอ่อนทานตะวันอ่อน ” ฉบับมือใหม่สู่มืออาชีพ !!!

วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับการสร้างรายได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการสร้างรายรายด้วยตัวเองนั้นจะเป็นเรื่องของการปลูกผัก หรือ การเพาะ เมล็ดทานตะวันอ่อน หรือ ต้นทานตะวันอ่อน ที่สามารถนำมาต่อยอดหารายได้เสริมนั่นเอง ซึ่งตอนนี้บอกเลยว่ากระแสนิยมเรื่องสุขภาพรวมถึงการปลูกผักเพื่อนำต้นอ่อนมาทานนั้นเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเชื่อกันว่าต้นอ่อนทานตะวัน มีสารอาหารมากมายและบางชนิดสามารถขับพิษในร่างกายได้ซึ่งสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำกันเลยทีเดียว

ต้นทานตะวันอ่อนการเพาะ เมล็ดทานตะวัน หรือ ต้นทานตะวันอ่อน

ผักออร์แกนิกที่มาจากการเพาะเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ จนได้ต้นอ่อน เช่น ข้าวกล้องงอกจากการเพาะข้าวกล้อง ถั่วงอกจากการเพาะเมล็ดถั่วเขียว ถั่วงอกหัวโตจากการเพาะเมล็ดถั่วเหลือง หรือผักโต้วเหมี่ยวจากการเพาะเมล็ดถั่วลันเตา เป็นต้น ซึ่งต้นอ่อนจากธัญพืชเหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ เป็นผักอนามัยไร้สารพิษ แถมยังอร่อยอีกด้วย

และในวันนี้เราจะพามารู้จักกับต้นอ่อนจากธัญพืชอีกชนิดหนึ่งคือ ทานตะวันงอก หรือต้นอ่อนทานตะวัน (Sunflower Sprout) จากการเพาะเมล็ดดอกทานตะวัน เป็นผักทางเลือกใหม่ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงทีเดียว มีโปรตีนสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ มีวิตามินหลายชนิดทั้ง วิตามินเอ วิตามินอี ที่สามารถช่วยบำรุงสายตา และผิวพรรณ วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 ที่ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อมด้วย

ทานตะวันงอกจะมีกลิ่นหอม กรอบ และมีรสชาติหวาน สามารถกินได้ทั้งแบบสด หรือจะนำไปปรุงอาหารเป็นเมนูอร่อย ๆ ได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ใส่ในสลัดหรือยำแซบ ๆ จะนำไปผัดเป็นเมนูทานตะวันงอกผัดน้ำมันหอย ทำอาหารประเภทต้มและแกง จับใส่ลงในแกงจืด แกงส้ม แกงเลียง หรือใส่ในก๋วยเตี๋ยวแทนถั่วงอกก็อร่อย หรือจะนำไปทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็ได้ด้วย

และในวันนี้เราก็ขอนำเสนอวิธีการเพาะเมล็ดทานตะวันงอกด้วยวิธีง่าย ๆ มาฝากให้ลองเพาะกินเองที่บ้าน สะอาด ปลอดภัย แถมประหยัดอีกด้วย และสามารถสร้างรายได้ให้กับเราได้ด้วย เรามารู้จักวิธีการเพาะเมล็ดทานตะวันงอกกันดีกว่า

วิธีเพาะ ต้นทานตะวันอ่อนวิธีเพาะเมล็ดทานตะวันงอก

วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับการเพาะเมล็ดทานตะวันงอกไว้กินเองและอาจจะนำพาให้เราสามารถสร้างรายได้จากการเพาะเมล็ดทานตะวันขาย เพราะราคาที่เราพบเจอที่ตามห้าง ราคาของเจ้าเมล็ดทานตะวันอ่อนนี้มีราคาที่ค่อนข้างสูงเหมือนกัน ทำให้ใครหลาย ๆ คนที่ต้องการหารายได้จากการเพาะเมล็ดต้นทานตะวันอ่อนนี้ ดังนั้นวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับการปลูก ว่า การเพาะหรือการปลูกต้นทานตะวันอ่อนนี้มีวิธีการปลูกหรือการเพราะอย่างไร ?

เพาะต้นทานตะวันอ่อนขาย อุปกรณ์ที่หาได้มีดังนี้

  1. เมล็ดทานตะวันสีดำ (Black Oil Sunflower Seeds) สีดำ ๆ ที่ร้านขายอาหารนกหรือร้านอาหารสัตว์นั่นแหล่ะครับ เอาพันธุ์สีดำ ถ้าพันธุ์เมล็ดสีลาย ๆ ขาวดำไม่ได้ อัตราการงอกมันน้อย มันงอกยาก เพราะจะทำให้เราเกิดอาการท้อต่อการเพาะได้ การเลือกเมล็ดต้องเป็นสีดำเท่านั้น
  2. ถาดหรือกระบะทึบแสง 2 อัน
  3. ดินเล็กน้อย
  4. สเปรย์สำหรับฉีดน้ำเปล่า

ต้นทานตะวันอ่อน ราคา

-แช่เมล็ดทานตะวันในน้ำไว้หนึ่งคืน ใช้เมล็ดสัก 1/2-1 ถ้วยก็พอ

-เตรียมถาด 2 ใบ ไม่ต้องเจาะรูระบายน้ำหรือถ้ามีรูก็ไม่เป็นไร จากนั้นใส่ดินลงไปสูง 1/2 นิ้วถึง 1 นิ้ว ฉีดสเปรย์น้ำให้ทั่วดินพอชุ่ม ๆ ห้ามแฉะมาก

-โรยเมล็ดทานตะวันที่แช่น้ำแล้วกระจายให้ทั่วในกระบะ ฉีดสเปรย์น้ำอีกครั้งให้ทั่ว แล้วใช้กระบะอีกใบคว่ำปิดทับด้านบน

-เปิดกระบะออก รดน้ำด้วยสเปรย์วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หลังรดน้ำแล้วปิดกระบะไว้เช่นเดิมเพื่อเก็บความชื้น เมล็ดทานตะวันจะได้งอกไว ๆ

-ค่อย ๆ มีรากโผล่ออกมาให้เห็น มีขนสีขาว ๆ ที่รากเต็มไปหมด สัก 3-4 วัน จะสูงขึ้นประมาณ 1 นิ้ว

-พอเริ่มผลิใบออก 1 คู่ ให้หงายกระบะวางทับไว้ด้านบน เพื่อบังคับให้ต้นทานตะวันงอกในระดับเดียวกัน จากนั้นฉีดสเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น แล้วก็วางกระบะทับไว้ด้านบนเช่นเดิม 2-3 วัน

ต้นทานตะวันอ่อน ขายที่ไหน

-ผ่านไป 2-3 วัน ตอนนี้ลำต้นสูงประมาณ 2-3 นิ้ว เอากระบะที่วางทับไว้ออกได้ จะเห็นใบมีสีเหลืองเนื่องจากไม่โดนแสง ให้เอาถาดวางไว้ในที่ร่มห้ามโดนแสงแดด ไม่กี่ชั่วโมงใบทานตะวันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว ฉีดสเปรย์รดน้ำเช้า-เย็น

-วันที่ 7-11 สามารถเก็บเกี่ยวมากินได้ตามความชอบ (ถ้าปล่อยไว้นานจะเริ่มมีใบเลี้ยงคู่ที่สองออกมา รสชาติจะไม่ค่อยอร่อย)

-เวลาตัดรากก็ใช้กรรไกรตัดโลด รวบมาเป็นกำ ๆ แล้วก็ตัดฉับ ๆ แล้วล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งสะเด็ดน้ำ

-พอแห้งดีแล้วเราก็สามารถตัดใส่ถุงเพื่อบรรจุขายสู่ท้องตลาดต่อไป การปลูกหรือการเพาะเมล็ดต้นทานตะวันอ่อนขายนั้นไม่อยากอย่าที่คิด และนอกจากเราจะสร้างรายได้ด้วยการเพาะเมล็ดทานตะวันอ่อนขายได้แล้วนั้น เรายังสามารถเพาะเมล็ดพันธุ์ผักชนิดอื่น ๆ ได้ และสามารถสร้างรายได้ให้กับใครที่สนใจ

การซื้อเมล็ดทานตะวันยกถุง 240 บาท ได้ 2.7 กิโลกรัม ปลูกได้ 10 กว่าครั้ง (ครั้งละ 2-3 กระบะ) เฉลี่ยลงทุน 20 กว่าบาทต่อครั้ง มีทานตะวันงอกกินได้ตลอดในราคาถูกแสนถูก ไม่ใช้ปุ๋ยเร่งหรือปุ๋ยผสมน้ำอะไรเลยนะครับ ดินสวนธรรมดา รดน้ำก็น้ำเปล่านี่แหละ ผลผลิตล้นตู้เย็นกินไม่ทัน แถมเรายังสามารถขายได้ด้วย และยังเป็นอีกหนึ่งวิธีทางที่จะสามารถทำให้เราสร้างรายได้ด้วยตัวเอง